เที่ยวมะนิลา ด้วยตัวเอง

เที่ยวมะนิลา ด้วยตัวเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก : คุณ แฟนคุณต้น จาก Pantip.com ครับ

http://pantip.com/profile/688988

เนื่องจากทริปนี้เป็นการพาพ่อแม่เที่ยว ดังนั้นสไตล์การเที่ยวจะเน้น สะดวก ปลอดภัย ค่อยๆไป จขกท.ใช้กล้องไอโฟนกับกล้อง compact รูปเลยไม่สวยเท่าไหร่ ขออภัยล่วงหน้านะคะ

แผนการเที่ยวฉบับย่อ มีดังนี้ ทัวร์ห้าง Greenbelt, Landmark, Glorietta, SM เที่ยว Intramuros เที่ยว Tagaytay และเที่ยว Fort Bonaficio Global City และวันสุดท้ายเที่ยว University of Santo Tomas, Mall of Asia

พร้อมแล้วก็ไปเที่ยวกันเลยค่ะ

การเดินทางวันแรก

วันแรกหลังจากไปรับพ่อแม่ที่สนามบินตอนเย็นๆ เราเริ่มทัวร์ด้วยอาหารเย็นที่ Fely J’s ชั้น 2 ของ Greenbelt 5 ค่ะ เลือก Fely J’s เพราะเป็นร้านอาหารท้องถิ่นที่ดีที่สุดแล้วในแถบนี้

อาหารที่สั่งได้แก่ Lechon Kawali หมูกรอบ

Lola Ising’s Adobo อะโดโบไก่ คล้ายๆพะโล้บ้านเรา ที่ร้านนี้จะออกเค็ม บางร้านจะออกเปรี้ยว

Dilis-cious Rice ข้าวผัดโรยปลากรอบ

Kerabu Kacang Botol ยำถั่วพูฉบับฟิลิปปินส์ ถั่วกรอบมั่กๆ ออกเปรี้ยว

Lumpiang Sariwa ปอเปี๊ยะสด

Calamansi Juice น้ำคาลามานซี่ ผลไม้ฮิตที่นั่น

ค่าเสียหาย 3 คน 1,786.43 เปโซ

การเดินทางวันที่สอง

การเดินทางวันนี้ต้องเปลี่ยนแผนตามที่เล่าไว้ แต่ตอนกลางวันพาพ่อแม่ไปกินข้าวร้านโปรด คือ Italianni’s ที่ Greenbelt 2

งานนี้ลืมถ่ายรูปอาหาร แต่เอารูปจาก website มาลงให้เพื่อนๆดูเล่นก่อน ขอบอกว่ารูปไม่อลังการเท่าของจริง

ร้าน Italianni’s เป็นร้านในเครือ The Bistro Group ร้านอื่นๆในเครือเดียวกันก็มี TGI Friday’s Fish&Co. Krazy Garlik Bulgogi Brothers Modern Shanghai เป็นต้น ที่จขกท.ต้องร่ายยาวให้ฟังเพราะส่วนตัวแล้วชอบร้านในเครือนี้แทบทุกร้าน คุณภาพอาหาร รสชาติ บริการได้มาตรฐาน สมัยก่อนเวลามากินจะรู้สึกว่าแพง

แต่พอย้ายมาอยู่แล้วมีเคล็ดลับคือ The Bistro Group มีบัตรสมาชิกเรียกว่า Premier Card มีอายุ 1 ปี ต้องซื้อในราคา 2,500 เปโซ แต่จะได้คูปองมูลค่า 2,400 เปโซแล้วก็สิทธิพิเศษ ส่วนลด หลักๆเลยคือทุกครั้งจะได้ชากาแฟฟรีแล้วก็ลด 20% เดือนเกิดลด 25% วันจันทร์ลด 30% เรียกว่าคุ้มสุดคุ้ม อย่างคราวนี้ไปกินกัน 5 คน หารแล้วตกคนละเกือบ 400 เปโซ

พอตอนเย็นตอนแรกจะพาพ่อแม่ไป Mall of Asia แต่ฝนดันตก เลยเปลี่ยนแผนไปเดินเส้นทางละลายทรัพย์สายหลักของจขกท.คือเดินจาก Greenbelt ต่อไปที่ Landmark แล้วก็ Glorietta จบที่ SM

รูปนี้เป็นรูปถ่ายจากห้องจขกท.พอให้เห็นภาพเส้นทางจาก Greenbelt ไป Landmark (และห้างอื่นๆต่อไป) ข้อดีของห้างที่นี่คือเดินทะลุกันได้ เอื้อประโยชน์กันจริงจริ้ง เส้นทางสายนี้ฮิตอีกอย่างเพราะพอสุดห้าง SM จะเป็นสถานี MRT Ayala เวลาเช้าหรือเย็น ผู้คนจะหนาแน่นมุ่งหน้าไปทางเดียวกัน ถ้าเดินออกจาก Greenbelt จะเป็น Legaspi Village เดินต่ออีกนิดก็ถึง Alaya Avenue ออฟฟิศแถวนั้นตรึม

เส้นทางที่จขกท.เดินประจำจะเป็นเส้น Greenbelt 4 แล้วไปต่อ Landmark เพราะทางมันเดินง่ายกว่าฝั่ง Greenbelt 3 วันนี้เข้าไปเจอร้านนึงทำเก๋ เอานายแบบ นางแบบมาแต่งเป็นหุ่น คนเข้าไปถ่ายรูปใหญ่

เดินสุด Greenbelt ไป เห็น Landmark แล้วจ้า

ข้างหน้าตกแต่งสวยงาม รับคริสต์มาส ที่นี่เค้าเล่นกันเร็ว ถ้าจำไม่ผิด ต้นคริสต์มาสนี่มาตั้งแต่เดือนกันยา

ห้าง Landmark จะเป็นห้างราคาถูกที่สุดในย่านนี้ จขกท.มาซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นใต้ดินเป็นประจำ ใครสนใจ Food Court ราคาถูกก็เชิญที่นี่ชั้นใต้ดินได้ เดินเข้ามาแล้วอย่าวอกแวกกับของข้างหน้า ฝ่าดงเครื่องประดับ กระเป๋ากันไปเลย จะเจอป้าย Exit เชื่อมไปห้างถัดไป Glorietta

ห้าง Glorietta มี 5 ห้างย่อย ก็จะเชื่อมๆกันอีก ยกเว้น Glorietta 5 อยู่ข้างนอกหน่อยต้องข้ามถนน ใกล้กับ Rustan’s ซึ่งเป็นห้างที่หรูที่สุดย่านนี้ อารมณ์ประมาณพารากอนบ้านเรา งานนี้จขกท.ขอผ่าน ไปต่อที่ SM กัน

ห้าง SM เทียบชั้นแล้วจะอยู่ตรงกลางระหว่าง Rustan’s กับ Landmark ถ้าใครอยากซื้อของพื้นเมือง แนะนำให้ไปร้าน Kultura อยู่ชั้น 2 ของ SM คุณภาพกับราคาใช้ได้ จขกท.พาพ่อแม่ไปเลือกซื้อของที่นี่ก่อนเดินกลับมาทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารญี่ปุ่น Kai ที่ชั้น G Greenbelt 5

Miso Soup with Clams

Portobello Mushroom Salad

California Maki กับ Salmon Asparagus Sushi

Tonkatsu

รสชาติดีทุกอย่าง ไม่มีใบเสร็จมาโชว์เพราะเค้าเล่นเขียนบนกระดาษเฉยๆ แต่ถ้าจำไม่ผิดรวมแล้วประมาณ 2,000 เปโซ

การเดินทางวันที่สาม

Intramuros (Fort Santiago, San Agustin Church, Casa Manila, Barbara’s)

Intramuros พูดง่ายๆก็คือย่านเมืองเก่าของมะนิลา สร้างขึ้นในปี 1571 สมัยที่ฟิลิปปินส์เป็นเมืองขึ้นของสเปน เป็นพื้นที่ที่มีกำแพงคุ้มกันโดยรอบ Intramuros เป็นเหมือนศูนย์กลางของการค้า การปกครอง และศาสนา Intramuros เป็นของสเปนจนถึงปี 1898 แล้วย้ายไปอยู่ใต้การปกครองของอเมริกาในช่วงสิ้นสุดสงครามสเปน – อเมริกา

ที่จริงแล้วอยากไปทัวร์ Intramuros กับ Carlos Celdran เพราะเพื่อนๆทั้งปินส์ ทั้งต่างชาติแนะนำ คุณคนนี้เป็นนักประวัติศาสตร์และอื่นๆอีกมากมาย ทำให้ทัวร์ของเค้าพิเศษ สนุกและได้ความรู้ แต่จขกท.เช็คเวลาแล้วช่วงนี้ไม่มีทัวร์ออก เลยอดไป

เริ่มทัวร์ตรง Manila Cathedral ซึ่งปิดซ่อมอยู่ ไม่มีกำหนดว่าเสร็จเมื่อไหร่

รอบๆมีอาคารสถานที่น่าสนใจ ทั้ง Plaza de Roma

Palacio del Gobernador

Ayuntamiento

ต่อจากนั้นเราเดินไปที่ Fort Santiago ซึ่งเคยเป็นสำนักงานใหญ่ของกองทัพสเปน มีความสำคัญที่วีรบุรุษของฟิลิปปินส์ José Rizal ถูกขังที่นี่ก่อนถูกประหารชีวิตในปี 1896 เลยมี Rizal Shrine พิพิธภัณฑ์แสดงผลงานและชีวิตของริซาลอยู่ข้างในป้อม ค่าเข้า 75 เปโซ น่าเสียดายที่ Rizal Shrine ปิดซ่อมตั้งแต่เดือนพ.ค. เลยไม่ได้เข้าชม

เข้ามาในประตูแล้วจะเจอสวน มีรูปปั้น สแตนด์ต่างๆให้เล่นถ่ายรูปได้

เดินต่อไปจะเจอสะพานข้ามไปป้อมของจริง

เข้าไปจะเจอลาน ด้านซ้ายเป็น Rizal Shrine ที่ปิดซ่อม ด้านขวาเป็น Rajah Sulayman Theater แล้วก็มีห้อง (คุก) ที่ Rizal ถูกขัง

Rizal Shrine

Rajah Sulayman Theater

ห้องที่ Rizal ถูกขัง

เดินต่อขึ้นไปข้างบน จะมีจุดชมวิวดูแม่น้ำ Pasig ได้ แล้วก็ห้องแสดงเครื่องเรือน เครื่องใช้ของ Rizal

เราเดินบนกำแพงเลียบแม่น้ำดูวิวกันพักนึง แล้วก็ออกไปด้านนอกป้อม ตรงสวนอีกด้านมีปืนใหญ่ กระสุน สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ใครสนใจโชว์ ลองเช็ครอบ สอบถามข้อมูลเจ้าหน้าที่ดูนะคะ

เสร็จแล้วเราลา Fort Santiago ไป San Agustin Church กัน ที่นี่เป็น UNESCO World Heritage ด้วย ระหว่างทางก็เจอ Plazuela de Sta. Isabel เคยเป็นส่วนหนึ่งของ Santa Isabel College อนุสาวรีย์สร้างในปี 1995 เพื่อระลึกถึงเหยื่อสงครามมะนิลาในปี 1945

เจอโบสถ์ของจริงซะที

วันนี้มีงานแต่งงานค่ะ

ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ด้วย ถ้ามีเวลาแนะนำให้ดู ค่าเข้า 100 เปโซ เราเดินวนๆ แถวนั้น เจอตึกสวยๆก็ถ่ายรูป

แต่มองไปอีกข้าง เจอวิวแบบนี้

เราไปต่อกันที่ Casa Manila ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์จำลองบ้านคหบดีสมัยก่อน ข้างในห้ามถ่ายรูป ที่นี่จขกท.เข้าไปชมคนเดียว เพราะพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ทางพ่อแม่จขกท.เท่าไหร่ แล้วท่านก็เหนื่อยกันด้วย เลยแยกไปนั่งร้านกาแฟแทน

พ่อแม่ไปนั่งพักที่ร้าน Barbara’s ซึ่งวางแผนจะทานอาหารเย็นที่นี่พอดี ร้านนี้มีโชว์พื้นเมืองทุกคืน วันที่ไปเป็นอาหารฟิลิปปินส์ เลือกได้ทั้ง buffet และ a la carte ถ้า buffet หัวละประมาณ 700 เปโซ ส่วน a la carte ก็ตามสั่งบวก 300 ต่อคนค่าดูโชว์ อาหารเริ่มหกโมงครึ่งส่วนโชว์เริ่มทุ่มครึ่ง จขกท.จองโต๊ะเรียบร้อย ยังไม่ 5 โมง เดินไปที่ Bahay Tsinoy พิพิธภัณฑ์แสดงวิถีชีวิตของคนจีนในฟิลิปปินส์แต่พิพิธภัณฑ์ปิด 5 โมง ซึ่งเหลือเวลาไม่มาก เลยไปนั่งฆ่าเวลากันที่ Plaza de Roma จขกท.ได้โอกาสเดินวนถ่ายรูปยามเย็นอีกรอบ

ซักหกโมง เราก็ไปที่ร้านกันค่ะ ถ้าเพื่อนๆจะไปแนะนำให้จองโต๊ะก่อนเพราะมีโต๊ะไม่มาก ประมาณ 20 โต๊ะ วันนั้นมีโต๊ะว่างแค่ 3 โต๊ะได้ จขกท.ได้โต๊ะหน้าสุดด้านซ้าย ข้างในร้านตกแต่งสวยงาม

พนักงานจะเอาเมนูเครื่องดื่มมาให้เลือก อันนี้จ่ายนอกเหนือจาก buffet นะคะ พอหกโมงครึ่งพนักงานจะตักซุปมาเสิร์ฟแล้วก็ลุกไปตักอาหารได้

Moto Soup

Pandan Rice

ผัดวุ้นเส้น

ผักคล้ายๆแกงขี้เหล็ก

Chicken Adobo

Fish Fillet

เนื้อ (จขกท.ไม่ได้ทาน)

สลัดฟิลิปปินส์

ถั่วแปบ

กล้วยทอดคลุกงา

ขนมเปียกปูนข้าวโพด

มันต้มน้ำตาลใส่สาคู

อาหารถูกปากทุกอย่างค่ะ

ถึงเวลาทุ่มนิดหน่อย นักดนตรีออกมาโหมโรงกันก่อนด้วยเพลงท้องถิ่น แล้วเข้ารายการจริงเป็นโชว์เต้นรำสิบโชว์ได้ โชว์สุดท้ายที่จขกท.ดูคือลาวกระทบไม้ มีการชวนแขกให้ออกมาเต้นด้วย จขกท.กลับประมาณสองทุ่มครึ่งซึ่งเป็นเวลาที่เค้าบอกว่าโชว์จะจบ โดยรวมเราชอบกันนะคะ อาหารก็อร่อย โชว์ก็เพลินดี

การเดินทางวันที่สี่

วันนี้เราออกนอกมะนิลาไปที่ Tagaytay ขับรถไปจากมะนิลาก็ชั่วโมงกว่าๆถ้ารถไม่ติด สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อคือ Taal Volcano ทริปนี้เพื่อนขอร่วมขบวนด้วย เลยมีสมาชิกกัน 6 คน ผู้ใหญ่ 6 เด็ก 1 จขกท.เช่ารถตู้ไปราคา 5,500 เปโซรวมทุกอย่างแล้ว ปกติค่าเช่าแท็กซี่จะตกวันละ 1,500 ไม่รวมอย่างอื่น รวมๆแล้วก็ประมาณ 3 พัน เราออกจากมะนิลากันตอน 8 โมง เจอรถติดตรง EDSA นานมากเพราะเกิดอุบัติเหตุ พอหลุดไปได้น้องคนขับก็ซิ่งเลย ไปถึง Tagaytay ตอน 9 โมงกว่า

แผนตอนแรกเป็นแบบนี้ค่ะ

10.00 น. ชมวิว เล่นเครื่องเล่นที่ Picnic Grove -> ขอเปลี่ยนเป็น Tagaytay Highlands

12.00 น. รับประทานอาหารกลางวันที่ Antonio’s Garden

14.00 น. ไปส่งจขกท.กับเพื่อนรวม 3 คน ขึ้นเรือข้ามทะเลสาบ Taal แล้วตีรถพาสมาชิกที่เหลือไป Sonya’s Garden หรือ Bag of Beans ระหว่างที่รอกลุ่มแรกขึ้นไปปล่องภูเขาไฟ

16.00 น. รับกลุ่มแรกที่ท่าเรือและเดินทางกลับมะนิลา ถึงประมาณ 18.00 น.

ถึงวันจริง ขอเปลี่ยนแผนจาก Picnic Grove เป็น Tagaytay Highlands เพราะเพื่อนปินส์บอกว่า สภาพไม่ค่อยดีแล้ว ส่วน Tagaytay Highlands ดูดีกว่าเยอะ มี mini zoo zipline ด้วย พอไปถึง ยามไม่ให้เข้า เพราะที่นี่เป็นเหมือนคลับที่ให้ต้องสมาชิกหรือเพื่อนเท่านั้น ที่จริงจขกท.ก็มีเพื่อนที่เป็นสมาชิกแต่ไม่อยากรบกวน เลยบอกคนขับกลับไป Picnic Grove ตามแผนเดิมแทน

Picnic Grove เป็นสวนสาธารณะที่มีจุดชมวิวภูเขาไฟและเครื่องเล่นสำหรับครอบครัวมาพักผ่อนหย่อนใจ เสียค่าเข้าคนละ 50 เปโซ ค่าจอดรถอีก 50 เปโซ เข้าไปแล้วก็จะเจอร้านรวงขายของเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวเมืองไทย เราเดินต่อไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปตามอัธยาศัย จนเจอจุดที่มี cable car กับ zipline ด้วยความกลัวความสูง ไม่กล้าเล่น zipline เลยชวนชาวบ้านไปขึ้น cable car ระยะทางสั้นๆ ระหว่างเนินเขา 2 ลูก เห็นวิวภูเขาไฟสวยดี แถมรูปถ่ายให้อีกคนละรูป ราคาวันหยุดจะแพงกว่าวันธรรมดา ที่จขกท.ไปเป็นวันธรรมดา เที่ยวเดียว 200 เปโซ ไปกลับ 300 เปโซ พอขึ้น cable car แล้ว คนบังคับรู้งาน ค่อยๆเลื่อน cable car ให้ถ่ายรูปวิวภูเขาไฟให้หนำใจ

ออกจาก Picnic Grove 11 โมงกว่า กะว่าจะไปถึงก่อนเที่ยง แต่เกิดเรื่องไม่ได้คาดหมายเมื่อเราหลง หาร้านไม่เจอค่ะ น้องมาวิน (จริงๆ Marvin) คนขับวันนี้เป็นตัวแทนเพราะคนขับที่เค้าวางตัวให้เราแต่แรกดันป่วย ขนาดเค้าเตรียมแผนที่ไว้ล่วงหน้าแล้วก็ยังหาไม่เจอ

เราอุตส่าห์พิมพ์ Google Map ไว้ล่วงหน้า แผนที่ในอากู๋ดันผิดอีก ต้องแวะข้างทาง โทร.ไปที่ร้านหลายรอบมากๆ กว่าจะถึงร้านได้ ปาเข้าไปเที่ยงกว่า
ร้าน Antonio’s Garden เป็นร้านอาหารอิตาเลียน โดยมีร้านในเครืออีก 2 ร้านคือ Breakfast at Antonio’s ซึ่งเสิร์ฟ all-day breakfast กับ The Grill by Antonio’s เป็นอาหารท้องถิ่น

เพื่อนๆจขกท.พอได้ยินว่าจะมาที่นี่ต่างก็บอกว่าเจ๋ง เยี่ยม พอจขกท.จองไปแล้ว และมาคุยกะเพื่อนเพิ่มถึงรู้ว่าอาหารเป็นเซ็ตเมนู หัวละประมาณ 2,000 เปโซ โอแม่เจ้า ได้ยินแทบช็อค ราคาเกินฐานะจขกท.จริงๆ แต่ไหนๆก็มาแล้ว เพื่อพ่อแม่ จขกท.ขอทุ่มสุดตัว ที่นี่ควรจองล่วงหน้าเพราะร้านอาหารอยู่ในบ้าน โต๊ะไม่ได้เยอะมาก ต้องแต่งตัว smart casual งดรองเท้าแตะทุกกรณี ชุดยิม ชุดชายหาด ไปถึงแล้วเค้าเอาจริง ขอบอก เพราะลูกเพื่อนเราเป็นเด็ก 4 ขวบเอง ใส่รองเท้าแตะของเด็กแบบสวม ต้องเปลี่ยนค่ะ ดีที่มีรองเท้าอีกคู่ติดไป

ยุ่งยากขนาดนี้มาดูกันว่าบรรยากาศเป็นยังไง

พนักงานที่นี่แต่งตัวเหมือนพ่อบ้านแม่บ้านคฤหาสน์ในอังกฤษ ชุดดำ มีหมวก ผ้ากันเปื้อน กิ๊บเก๋มากๆ มาดูเมนูกันดีกว่าค่ะ

ในชุดจะมีขนมปัง ซุป สลัด อาหารจานหลัก ของหวาน ชาหรือกาแฟ ให้ อาหารหน้าตาประมาณนี้

ขนมปัง

House Salad

Mushroom Cappuccino Soup

Main Dish – BBQ Lamb จขกท.สั่งจานนี้ อร่อยเหาะ

Main Dish – Grilled Sole

Antonio’s Trios เป็นเนื้อปรุง 2 แบบ แล้วก็เนื้อแกะ

Cappuccino

ภาพหมู่ของหวาน เราสั่งกันไม่ให้ซ้ำกัน 6 จาน

ค่าเสียหายค่ะ นับเงินมือสั่น

ถึงจะแพง ก็ว่าคุ้มอยู่นะคะ ทุกคนที่ไปแฮปปี้ กินกลางวันอิ่มถึงเย็น อร่อยมาก

เราทานเสร็จกันบ่าย 2 ครึ่ง น้องมาวินเอารถตู้มาเทียบเชิญ แล้วก็คุยกับจขกท.ว่าแผนที่วางไว้มันไม่เวิร์ค เพราะจากร้านไปที่ขึ้นเรือก็ชม.นึง จากที่นั่นกลับขึ้นมาใหม่อีกชม.ครึ่ง ตีรถอีกชม.ครึ่งลงไปรับใหม่ เรียกว่าคนที่ไม่ไปภูเขาไฟแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย นั่งรถขึ้นเขาลงเขาอย่างเดียว ปรึกษากันในคณะก็ลงความเห็นกันว่า ไปดูภูเขาไฟกันหมดเถอะ

ตอนแรกพ่อแม่ไม่อยากไปเพราะทั้งลงเรือ นั่งม้าขึ้นเขา ส่วนเพื่อนก็ห่วงลูกว่าจะไหวป่าว แต่น้องมาวินบอกได้ๆ เลยตกลงปลงใจกัน น้องมาวินขับไปเลือกรีสอร์ตที่มีข้อมูลว่าเชื่อถือได้ (ไม่โดนหลอก) แล้วก็หาข้อมูลมาก่อนแล้วว่าค่าเรือ 1,500 เปโซ

ปรากฏเธอบอก 2,000 เปโซค่ะ เถียงกันเกือบตาย คือเค้าจะยอม 1,500 เปโซถ้าแยกเป็น 2 ลำ แต่ถ้าทั้งหมดไปลำเดียวต้อง 2,000 ก็งงว่ามันต่างกันตรงไหน เอาเรือออกไปก็ลำเดียวเหมือนกัน แต่ ณ จุดนั้นก็ยอมแล้ว

ส่วนม้า เค้าให้ซื้อตรงนั้น 750 เปโซ เป็นค่าม้า 500 ค่าทิปไกด์ 200 ค่าเข้าสถานที่ 50 เปโซ หรือจะไปซื้อแยกหลังจากลงเรือก็ได้ โชคดีที่เราไม่ยอมซื้อ ไปตายเอาดาบหน้า ถ้าไม่ได้ราคาตามที่ดูมาก็ไม่เอา ตอนที่ลงเรือปาเข้าไป 4 โมงแล้ว

นั่งเรือไปประมาณ 20 นาทีถึงฝั่งจะมี Tourist Center อยู่ สรุปคือ ค่าม้า 450 + ค่าเข้า 50 เปโซ เพื่อนเราเห็นราคาเรือ 1,500 เปโซสำหรับ 6 คนถึงกับโอดครวญ

ตอนที่ขึ้นหลังม้า ไกด์คงเห็นตัวบอบบางเลยถามว่าขอขึ้นไปขี่ม้าด้านหลังได้มั้ยโอเคค่ะแต่เพื่อนอีกคนไม่โอ เลยใช้วิธีแบบคนอื่นคือไกด์เค้าจะเดินจูงข้างล่างไป

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จขกท.ขึ้นหลังม้า แถมเป็นคนกลัวความสูงอีก บอกเลยว่าแค่ตอนม้าออกตัว จขกท.หัวใจจะวายให้ได้ คิดอยู่ว่านี่แค่พื้นราบยังจะไม่รอด ถ้าขึ้นเขาจะไหวป่ะ ไกด์จะถามเป็นระยะๆว่าโอเคมั้ย ระหว่างทางเค้าก็ชวนคุยไปเรื่อยๆ มีควันสีขาวออกมาจากพื้นดินด้วย เค้าบอกว่ามาจากภูเขาไฟ

โชคดีวันก่อนจขกท.ไปฝนตก วันที่ขึ้นเขาฝุ่นเลยไม่ฟุ้งเท่าไหร่ จขกท.เตรียมหน้ากากไปด้วย แต่ที่จริงไม่ต้องใส่ก็ได้ ในเว็บบอกว่าใช้เวลาขึ้นไปปล่องภูเขาไฟ 45 นาที แต่ใช้เวลาแค่ 20 นาทีก็ถึงแล้ว ไปนั่งรอพรรคพวกอยู่ข้างบน ในที่สุดก็มาถึงแล้ว

ด้านบนไม่มีที่ให้เดินมาก ส่วนใหญ่ก็ถ่ายรูปวิวกัน

อยู่กันซักพักก็ลงมา รวมๆแล้วพวกเราก็ทิปไกด์กันไปคนละ 200 เปโซตามที่เค้าบอกแต่ต้นน่ะแหล่ะ แต่รู้สึกดีกว่าที่ให้กับมือ ไม่ได้ถูกมัดมือชก ขากลับตอนนั่งเรือพระอาทิตย์ตกดิน โรแมนติกสุดๆ

กลับมาถึงฝั่ง 6 โมง ซึ่งที่จริงควรจะถึงมะนิลาแล้ว น้องมาวินก็ซิ่งเลยค่ะแต่ไปตกม้าตายตอนเข้าเมือง สรุปถึงที่หมายสองทุ่มครึ่ง เกินชม.ปกติที่เช่ารถไปสองชม.ครึ่ง พอทิปให้ น้องมาวินทำหน้างง นี่คืออารายยยย คือเค้าไม่ได้คาดหมายว่าเราจะให้ ประทับใจบริการรถตู้เจ้านี้มากๆ

การเดินทางวันที่ 5 (วันสุดท้าย)

วันนี้เราออกจากมากาติกันตอนเที่ยง มุ่งหน้าไป Fort Bonafacio หรือที่เราๆเรียกกันว่า The Fort /Global City/BCG แล้วแต่ความถนัดขอเรียกว่า The Fort ตามความเคยชินของตัวเองนะคะ The Fort อยู่ใน Taguig City ไม่ได้อยู่ใน Makati (กำลังมีข้อถกเถียงกันอยู่) ถ้านั่งแท็กซี่แบบรถไม่ติด 10 นาทีก็ถึง แต่ถ้าติด เป็นชม.ก็เคยมาแล้ว The Fort เป็นเนินเขา บรรยากาศดี ถ้ามาตอนค่ำๆจะได้ดูวิวตัวเมืองสวยงาม

เราเริ่มไปที่ The Mind Museum เป็นที่แรก ที่นี่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ท้องฟ้าจำลอง ประมาณนั้น ซึ่งจขกท.ขอสารภาพว่าตอนเด็กๆไม่เคยไปซักที่ แถมไม่ชอบเรียนวิทยาศาสตร์อีก แต่ที่มาที่นี่ก็ด้วยความไม่เคยนี่ล่ะ แล้วก็เป็นคนชอบเรียนรู้ของใหม่

ถึงแล้วค่ะ

ที่นี่แบ่งเวลาเข้าเป็นช่วงๆนะคะ รอบและราคาตั๋วตามนี้

ถ้ามีบัตรมาสเตอร์การ์ดลดเพิ่ม 5% บัตรของไทยก็ใช้ได้

นิทรรศการที่ The Mind Museum ครอบคลุมธรรมชาติด้านต่างๆ ตั้งแต่สิ่งที่เล็กที่สุด ไปจนใหญ่ที่สุด แบ่งออกเป็น 5 ส่วนได้แก่ Atom Earth Life Universe และ Technology นิทรรศการย่อยมีราวๆ 250 นิทรรศการ เกือบทั้งหมดเป็นฝีมือคนฟิลิปปินส์ที่ทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ทั้งคนฟิลิปปินส์เองและชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังมีส่วนนิทรรศการด้านนอกอาคาร 2 ส่วน คือ Science-in-the-Park และ JY Campos Park

เข้ามาปุ๊บเจอพนักงานต้อนรับ

ช่วงที่เราไปมีนิทรรศการพิเศษเกี่ยวกับ Da Vinci ด้วยค่ะ

เข้ามาเจอนิทรรศการ interactive

ต่อกันด้วย Universe

มี Space Shell ไว้ฉายหนัง เราดูรอบแล้ว รอบต่อไป 13.50 น. เรื่อง Life – A Cosmic Story มาก่อนได้เข้าก่อนนะคะ ที่นั่งมีจำกัด

เข้ามาข้างในเป็นแบบนี้ค่ะ

หนังเป็นสามมิติค่ะ เราชอบมากๆ เด็กๆดูไปก็ อู้วววอ้าววว ไปตลอด

ไปต่อกันที่ Earth เราเฉยๆกับส่วนนี้

ส่วนต่อไปเป็น Life

แล้วก็ Atom

เดินทั่วชั้นล่างแล้ว ไปต่อชั้นบนกันเลยค่ะ

ชั้นบนไม่ค่อยมีของเล่นเหมือนข้างล่างเท่าไหร่ แต่มีร้านอาหาร ห้องน้ำ ที่ชอบคืออันนี้ เครื่อง R scan เหมือนที่สนามบิน ด้านซ้ายมือเป็นกระเป๋าค่ะ เห็นอะไรบ้างเอ่ย

หมดแล้วค่ะ ออกไปข้างนอก มีร้านขายของที่ระลึก

เราใช้เวลาจนจบรอบที่บ่าย 3 พอดี ยังดูไม่ทั่วเลย ไว้วันหลังมาเที่ยวใหม่ สนุกดี เสร็จแล้วก็เดินไปที่ High Street ซึ่งเป็นถนนสาย (ช้อปปิ้ง) หลักใน The Fort

แวะทานกาแฟกันค่ะ กาแฟท้องถิ่น ถูกกว่าสตาร์บั๊คส์นิดหน่อย Caramel Macchiato เด็ดมาก ทำใบเสร็จหาย ราคารวม 350 เปโซ ที่นี่ wifi ฟรี

ร้านรวงที่นี่ราคาแพงค่ะ ส่วนใหญ่มาเดินกินบรรยากาศอย่างเดียว เดินต่อไปจะเจอ Serendra เป็นทั้งที่พักแล้วก็มีมอลล์เล็กๆ

ต่อไปอีกเจอ Market Market มองไปด้านขวาเป็น SM Aura งานนี้ไม่ได้แวะ

เราเรียกแท็กซี่จากหน้า Serendra ไป S&R ตรงข้ามกับ St. Lukes Hospital S&R เหมือนกับ Costco ของอเมริกาหรือแมคโครที่ไทย คือต้องเป็นสมาชิก จะซื้อของปริมาณมากได้ราคาถูก ต่างกันหน่อยที่ว่าของจาก S&R เกือบทั้งหมดนำเข้ามาจากเมืองนอก เพื่อนคนไทยส่วนใหญ่ชอบมาซื้อวิตามินกันที่เคยซื้อ Physiogel Cream ได้ถูกกว่าไทยครึ่งนึง งานนี้ยืมบัตรเพื่อนมาแล้วก็ช้อปกันเลย

ช้อปเสร็จยังไม่ 5 โมง พอออกมาถึงกับอึ้งกับปริมาณรถบนท้องถนน แท็กซี่ขาดแคลน จนเราต้องเดินย้อนไปที่ High Street กัน อาศัยจังหวะแท็กซี่มาส่งคนแล้วก็แข่งกับชาวบ้านแย่งแท็กซี่เอา คนขับเลยได้ทีเรียกเพิ่ม 30 เปโซ ในภาวะปกติจขกท.ไม่เคยยอมขึ้นถ้าเจอแบบนี้ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ยอมเพราะมีนัดในเมืองต่อ ปกติก็ทิปแท็กซี่ประมาณนี้หรือมากกว่าอยู่แล้ว อีกอย่างสงสารพ่อแม่ ไม่รู้จะต้องรออีกนานแค่ไหน

การเดินทางวันที่หก

วันนี้เราได้ไกด์กิตติมศักดิ์คือเพื่อนปินส์ที่เป็นศิษย์เก่า University of Santo Tomas อยากไปที่นี่เพราะมหาวิทยาลัยนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่ยังเปิดสอนอยู่ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย และเป็นมหาวิทยาลัยคาธอลิคในแคมปัสเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก University of Santo Tomas ก่อตั้งในปี 1611 ซึ่งแปลว่าปีนี้มีอายุ 402 ปี

แต่ช้าก่อน อย่าคิดว่าเราจะเจอตึกเก่า 400 ปีที่นี่ ม.เดิมตั้งอยู่ที่ Intramuros (ชื่อคุ้นๆนะเนี่ย) แต่อาคารหลัก ณ สถานที่ปัจจุบันเก่าแก่ประมาณ 100 ปี ม.นี้ดังมากเรื่องคณะแพทยศาสตร์ค่ะ แล้วที่ฟิลิปปินส์เค้าจะบ้าบาสกัน บาสที่นี่ก็ขึ้นชื่อเข้าชิง 2 ปีหลังสุด เสียดายที่เป็นรองแชมป์ทั้งสองปี ฉายาของ UST คือ Growling Tiger

ตึกนี้มีโบสถ์แล้วก็คณะ Canon Law Theology Philosophy โบสถ์ใหม่แล้วก็ไม่ใหญ่พอรองรับนักศึกษาทั้งหมดด้วย วันที่ไปมีพิธี Baptism

หลังอาคารหลักเป็นลานกิจกรรม น้องๆนักศึกษามาซ้อมเต้นและอื่นๆ

และแล้วเราก็เจอสิ่งนี้ ที่นี่เรียกว่า Dirty Ice-cream มี 3 รส ชีส มะม่วง ช็อคโกแลต ราคา 25 เปโซ

เราจบทัวร์ม.ด้วยพิพิธภัณฑ์บนชั้น 2 อาคารหลักค่ะ ค่าเข้า 50 เปโซ

อันนี้เค้าวางป้ายสลับกันนะ

เราออกจาก UST มุ่งหน้าไป SM Mall of Asia หรือที่คนแถวนี้จะเรียกสั้นๆว่า MoA (โม-อา) ห้างที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลกด้วยพื้นที่ 407,000 ตร.ม. ตั้งอยู่ริมอ่าวมะนิลา ตรงริมอ่าวจะเป็นลาน มีร้านอาหาร เครื่องเล่น ถ้าอากาศดีน่าเดินมาก เสียดายที่ตอนนี้ปิดซ่อมไปฟากนึง ร้านรวงก็ปิด ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น จขกท.เคยมาทานอาหารทะเลกับเพื่อนตอนกลางคืน

ตอนแรกอยากขึ้น MoA Eye แต่ไปถึงจะบ่ายสองแล้ว ยังไม่ได้ทานข้าวเที่ยง เลยเดินถ่ายรูปแป๊บเดียวแล้วก็เลือกร้านอาหารกัน

ไปจบที่ร้าน Abe เป็นอาหารพื้นเมือง ร้านนี้อยู่ในเครือเดียวกับ Fely J’s ที่ไปวันแรก (LJC)

มาดูเครื่องดื่มกันก่อน

Guya Mango Tempest เป็นเครื่องดื่มที่ผสมผลไม้ 2 ชนิดคือ Guya จากที่เพื่อนบรรยายคือเหมือนจำปาดะของไทยแต่ข้างในเนื้อสีขาว กับมะม่วง ทุกคนยกเว้นของเราสั่งแก้วนี้กัน แย่งชิมพบว่าอร่อยกว่าที่ตัวเองสั่ง

Lychee Mango Bango ผสมลิ้นจี่กับมะม่วง ก็อร่อยดีนะคะแต่จะหวานกว่า Guya Mango Tempest ส่วนตัวชอบ Guya Mango มากกว่า รสมันแปลกด้วยมั้ง

มาดูอาหารกันบ้าง

Chicken Adobado เก๋กว่า chicken adobo ปกติที่ใส่กล้วยกับเห็ดชิตาเกะ และ…พระเจ้าจอร์จ มันอร่อยมาก

Liempo Hamonado มันก็เหมือนขาหมูบ้านเราแต่เนื้อที่เค้ามาทำมันเป็นส่วนพุงไม่ใช่ขา จานนี้พิเศษที่ปรุงกับสับปะรด อร่อยอีกแล้ว

Ginisang Mustasa ผักขมอ่ะ ไม่ชอบเท่าไหร่

Sigang Bangus Puso

Baby Squid Rice

ค่าเสียหายค่ะ ผู้ใหญ่ 5 เด็ก 1 2,673.11 เปโซ

ต่อจากนั้น เราก็กลับกันค่ะ เพราะพ่อแม่บินกลับตอนค่ำ เลยต้องกลับไป จัดกระเป๋าและเตรียมตัว ที่จริงถ้ามีเวลา MoA ใหญ่มาก ไปหลายครั้งยังเดินไม่ทั่วเลย หลงอีกต่างหาก ชอบไปดูลานสเก็ตน้ำแข็ง แค่มองก็เพลิน

ในที่สุดก็ถึงเวลาร่ำลา ไปส่งพ่อแม่ที่สนามบินค่ะ จบทริปพาพ่อแม่เที่ยวด้วยดี

และต้องขอบคุณทริปดีๆ จาก : แฟนคุณต้น จาก Pantip.com อีกครั้งครับ

สุดท้ายต้องขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านตั้งแต่แรกจนจบ ทริปต่อไปจะไปที่ไหน ติดตามชมรายละเอียดได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/TeawMuNDotCom/

หน้าแรกเว็บ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.