เที่ยวแคนาดา ด้วยตัวเอง

เที่ยวแคนาดา ด้วยตัวเอง

Credit : Kkung Kitty

ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่มีธรรมชาติ ภูเขา น้ำตกสวยงามมาก แต่ไม่เคยคิดจะไป เพราะว่ามันไกลจากเมืองไทยซะเหลือเกิน  ได้แต่เคยนั่งดูรูปที่พี่ชายเคยไปเยี่ยมเพื่อนที่ Vancouver มา ก็รู้สึกว่า ประเทศนี้น่าไปจัง แต่ก็ยังไม่มีโอกาส

จนกระทั่งมีเพื่อนได้ไปดูงานที่แคนาดา เพื่อนเป็นพวกเล่นกล้อง เอารูปมาให้ดูและชวนให้ไปเที่ยว  บรรยายความสวยงามของ Canadian Rocky  ความน่ารักอัธยาศัยดีของคนแคนาดา ความปลอดภัยและอีกหลายๆอย่างจนเราเคลิบเคลิ้ม  ทำให้ในที่สุดเราก็ตกลงว่าปีนี้แหละได้โอกาสมีเพื่อนอยู่แล้ว เราเที่ยวแคนาดาดีกว่า

แต่ด้วยโอกาสไม่ตรงกัน เพื่อนต้องกลับเมืองไทยซะก่อน  เป็นเพราะเราเลือกที่จะรอไปช่วง Autumn ด้วย  เลยกลายเป็นว่าคราวนี้ต้องวางแผนเที่ยวเอง…โดยมีเพื่อนเป็นผู้ช่วยแนะนำให้

ขอเปิดรูปกระทู้ตอนบินผ่านแถวๆขั้วโลกเหนือ ตื่นตาตื่นใจมากค่ะกับภูเขาหิมะเบื้องล่าง

จะเลือกเที่ยวช่วงไหนดี

แคนาดาเป็นประเทศในเขตหนาว มี 4 ฤดู ส่วนใหญ่จะไปเที่ยวกันในฤดูร้อน ช่วงเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม อากาศสบายๆช่วงเช้าแต่กลางวันอาจร้อนถึง 30 กว่าองศา มีเวลากลางวันยาว ทำให้เที่ยวได้เยอะ แต่นักท่องเที่ยวก็จะเยอะมาก เราชอบอากาศเย็นๆและชอบใบไม้เปลี่ยนสี เลยเลือกไปช่วงกันยาซึ่งเป็นปลายหน้าร้อนต่อฤดูใบไม้ร่วง สถานที่เที่ยวส่วนใหญ่ยังเปิดอยู่ แต่คนจะไม่เยอะมากและราคาถูกลง ส่วนหน้าหนาว อากาศติดลบได้ถึง 30 องศา คนไทยอย่างเราคงจะอยู่ไม่ไหวค่ะ

การเลือกสายการบิน

เนื่องจากเราไม่มีวีซ่าอเมริกา ดังนั้นอันดับแรกต้องเลือกเที่ยวบินที่ไม่ Transfer USA เพราะไม่งั้นจะต้องทำ Transit Visa USA ด้วย สายการบินที่ราคาไม่แพง สามารถบินไปกลับจาก Toronto และ Vancouver ได้ และเวลาบินค่อนข้างดีคือ Korean Air , EVA air , Cathey Pacific พอดีว่าช่วงที่จะซื้อมีโปรโมชั่นของ Cathey ออกมาพอดี เลยจัดการซื้อล่วงหน้าประมาณ 7 เดือน ได้ราคามาที่ 38,280 บาท ซึ่งค่อนข้างจะถูกมากทีเดียวค่ะ เพราะลองมาเชคราคาทั่วไปจะอยู่ที่ 4-50,000 บาท โดยเฉพาะยิ่งช่วง high season อย่างเดือน กรกฎาคมหรือสิงหาคมจะยิ่งแพง

ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่กว้างใหญ่มาก มีสถานที่น่าเที่ยวอยู่ทั้งฝั่ง West และ East ซึ่งสองฝั่งนี่ห่างกันขนาดขึ้นเครื่องบินยังนาน 4-5 ชั่วโมง

Western Canada มีรัฐ British Columbia ซึ่งมีเมืองท่องเที่ยวเด่นๆคือ Vancouver , Victoria , Whistler มีสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติอันสวยงามอย่าง Canadian Rocky ตั้งอยู่ทั้งในรัฐ British columbia และ Alberta

Eastern Canada มีรัฐ Ontario ซึ่งมีเมืองสำคัญและน่าท่องเที่ยวคือ Toronto , Ottawa , Niagara falls , Kingston ส่วนรัฐ Quebec มีเมืองสวยอย่าง Montreal , Quebec ที่มีสถาปัตยกรรมเหมือนทางยุโรป

จะเที่ยวให้ทั่วๆควรมีเวลาอย่างน้อย 2 อาทิตย์ขึ้นไป ไม่ก็เที่ยวทีละฝั่ง แต่ว่ารอบนี้ เรามีเวลาแค่ประมาณ 9 วัน เนื่องจากลางานได้เท่านี้ แล้วก็คิดว่าจะมาคงไม่มีโอกาสมาเที่ยวไกลขนาดนี้อีกง่ายๆ เพราะไม่ชอบนั่งเครื่องนาน บวกกับเที่ยวแคนาดาค่าตั๋วและค่าใช้จ่ายแพง เลยกะเก็บทั่งสองฝั่งในทริปเดียว ปกติเราชอบเที่ยวธรรมชาติไม่เน้นเมือง เลยขอเก็บ Niagara น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ กับเก็บโซน Canadian rocky เป็นหลักค่ะ ตัดเมือง Quebec , Montreal , Ottawa ออกไป

แผนการเที่ยวของเราเลยออกมาเป็นดังนี้

Day 1 Bangkok-Toronto เดินทางอย่างเดียว ไปถึงค่ำๆ พักที่ Toronto

Day 2 Toronto พัก Toronto

Day 3 One day trip Niagara พัก Toronto

Day 4 เก็บตก Toronto บินภายในไปพัก Calgary (เช่ารถที่สนามบิน ขับ 4 วัน)

Day 5 Icefield Parkway- Jasper พัก Jasper

Day 6 Jasper – Icefield Parkway – Banff พัก Canmore (ใกล้เมือง Banff)

Day 7 Yoho & Banff national park พัก Canmore

Day 8 Banff downtown คืนรถ บินภายในจาก Calgary-Vancouver พัก Vancouver

Day 9 one day trip Victoria พัก Vancouver

Day 10 Vancouver เต็มวัน บินกลับไทย เที่ยวบินออก 2.00 น.

ส่วนสายการบินภายในประเทศแคนาดา เชคราคาทีแรกช๊อคมากค่ะ เพราะบินภายในแพงสุดๆ ราคามีตั้งแต่  200-400 $ CAD  ขึ้นกับระยะทาง มีสองสายการบินให้เลือกราคาพอๆกันคือ Air Canada กับ West jet เท่าที่เชคดูมักจะออกโปรโมชั่นประมาณ 2-3 เดือนก่อนบิน

เราซื้อออนไลน์ผ่านเวบสายการบินสองช่วงคือ

Toronto – Calgary   เราได้ราคาโปรที่ 265 $ (ค่าเลือกที่นั่งล่วงหน้าอีก 22 $ เป็นโรคกลัวไม่ได้นั่งด้วยกันค่ะ เลยยอมจ่ายเลือกไว้ก่อน)

Calgary – Vancouver  ราคาโปรที่ 172 $ (ค่าเลือกที่นั่งล่วงหน้าอีก 21 $)

อาจจะมีโปรที่ถูกมากกว่านี้ แต่ออกไม่บ่อยเฉพาะบางเที่ยวบินนะคะและปริมาณจำกัด ต้องลองเชคดูค่ะ

ลองเชคราคาช่วงกุมภา ตอนนี้มีโปรอยู่นะนี่

ความจริงช่วง canadian rocky ไป Vancouver อาจจะเลือกวิธีขับรถไปก็ได้ แต่ระยะทางค่อนข้างไกลคือ 800 กว่ากิโล เราไปกันสองคนเวลาไม่มาก เลยเลือกที่จะบินไปเพื่อประหยัดเวลาและประหยัดแรง ถ้าใครไปหลายๆคนขับรถก็น่าจะคุ้มกว่าค่ะ

การขอวีซ่าเข้าประเทศแคนาดา

ข้อมูลและรายละเอียดเอกสารดูจากเวบ http://www.vfsglobal.ca/canada/thailand/thai/index.html

ศูนย์รับยื่นคำร้องขอวีซ่าประเทศแคนาดา

อาคาร เดอะ เทรนดี้ เลขที่ 10/198-201 ชั้น 28

ซอยสุขุมวิท 13 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา

กรุงเทพ ฯ 10110

เวลาดำเนินการ

ศูนย์รับยื่นคำร้องขอวีซ่าประเทศแคนาดา เปิดทำการเวลา 09.00 น. – 17.00 น.

เวลายื่นคำขอ 09.00 น. – 17.00 น.

เวลารับหนังสือเดินทางคืน 10.00 น. – 17.00 น.

หมายเลขโทรศัพท์ศูนย์ให้ความช่วยเหลือ: +662 118 7007

อีเมล info.canbkk@vfshelpline.com

ค่าธรรมเนียม 680 บาท ส่วนค่าธรรมเนียมบริการเสริมต่างๆ ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.vfsglobal.ca/Canada/Thailand/Thai/Service_and_Service_Charge.html

ส่วนรายละเอียดขั้นตอนการขอวีซ่าตามรายละเอียดตามลิ้งด้านล่างครับ

โปรดคลิกในเว็บไซต์เชื่อมโยงข้างล่างนี้เพื่อรับทราบข้อมูลรายละเอียด

ผู้ที่ต้องขอวีซ่า

ผู้ที่มีสิทธิไปเยือนประเทศแคนาดา

ผู้ที่ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศแคนาดา: ผู้ที่ถูกปฏิเสธการเข้าประเทศแคนาดา

จะขอวีซ่าคนประเภทอยู่ชั่วคราวได้อย่างไร

แบบคำขอวีซ่า (นักท่องเที่ยว) ประเภทคนอยู่ชั่วคราวและใบตรวจรายการ

ดูที่นี่ว่าท่านต้องให้ข้อมูลชีวภาพ (ไบโอเมตริกส์) หรือไม่

ผู้ถือหนังสือเดินทางประเทศอังกฤษ

ตารางค่าธรรมเนียม

ระยะเวลาในการดำเนินการ 15 วัน

ข้อกำหนดเรื่องรูปถ่าย

เมื่อยี่นคำขอวีซ่าแล้ว – ขั้นตอนต่อไป

จัดเตรียมการเดินทางไปถึงประเทศแคนาดาเมื่อได้รับวีซ่าแล้ว

ข้อมูลสำหรับผู้เดินทางไปเยือนเพื่อติดต่อธุรกิจ

ข้อมูลสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

แบบคำให้ความยินยอมของวีเอฟเอส.pdf

ระยะเวลาพิจารณา

ขั้นตอนการลงทะเบียน เพื่อนัดหมายการยื่นวีซ่า

ติดตามผลการสมัคร

เกริ่นซะยาวเลย ตอนนี้ ตั๋วเครื่องบินพร้อม วีซ่าพร้อม เรามาออกเดินทางกันเลยค่ะ

เริ่มจากจัดกระเป๋า ได้ยินมาว่าอาหารที่แคนาดาแพงมากกก เราก็เลยเตรียมเสบียงไปซักหน่อย เพราะมีที่พักบางที่ทำอาหารได้ค่ะ

การเดินทางวันแรก

เครื่อง Cathey Pacific บิน แวะฮ่องกง จาก HK-Toronto ประมาณ 15 ชั่วโมง(รวมจากไทยไปฮ่องกงด้วย ทั้งหมดก็ 21 ชั่วโมงค่ะ เกือบวันเต็มๆ เกิดมาเพิ่งเคยนั่งเครื่องนานขนาดนี้ เคยแต่นั่งรถไฟนาน หัวเราะ

ขนาดที่นั่งของ Cathey ค่อนข้างกว้างแล้วนะ ยังเมื่อยไปทั้งตัวเลย แต่เป็นสายการบินที่เวลาดี นั่งสบายมีจอหนังมีเพลงฟัง มีเกมส์ให้เล่นได้ บริการดี อาหารอร่อย แนะนำมากๆค่ะ

วันแรกไปถึงก็มืดแล้ว เจอคิวด่านตรวจคนเข้าเมืองยาวเหมือนกัน โชคดีมาก เจอเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองใจดี เคยไปเมืองไทยมาแล้วด้วย สอบถามข้อมูลเล็กน้อยว่าไปเที่ยวไหนบ้าง ก็ผ่านเข้าเมืองสบายๆค่ะ

เราเลือกวิธีเข้าเมืองแบบประหยัดโดยใช้ TTC (Toronto Transits communication)

https://www.ttc.ca/

ออกจาก Terminal 3 ให้เดินออกไปที่เสา C12 ขึ้นรถ Bus สาย 192 ไปลงสถานี Kipling subway station (สุดสายรถบัส ไม่หลงแน่นอน) ค่ารถบัสต้องเตรียมเงินไปให้พอดีนะคะ คนละ 3 $ แล้วขอใบ transfer จากคนขับรถเพื่อไปใช้ขึ้น subway ต่อค่ะ แต่วันแรกเราไปถึงยังไม่มีเศษเงิน หาที่แตกเงินโดยซื้อน้ำจากร้านค้าในสนามบินเอาค่ะ พึ่งมารู้ทีหลังว่าตู้น้ำอัตโนมัตก็สามารถแลกเหรียญได้นะ ใส่แบงค์ไปแล้วไม่ซื้อ กดเงินคืนจะได้มาเป็นเหรียญ

ที่พักแนะนำสำหรับ 3 คืนแรก ที่โตรอนโต แนะนำ โตรอนโต การ์เดน อินน์ เบด & เบรคฟัส (Toronto Garden Inn Bed And Breakfast)

142 Seaton Street, East York / The Beach, โตรอนโต (ON), แคนาดา (ดูแผนที่)

การเดินทางวันที่สอง

วันนี้แผนสบายๆ เผื่อ jetlag เที่ยวในเมือง Toronto

เมือง Toronto มีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกมาก ระบบ TTC สามารถเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุด โดยใช้บริการรถบัส รถราง รถใต้ดิน ต่อเนื่องไปโดยซื้อตั๋วครั้งเดียวได้ ซึ่งราคาสำหรับ single trip เท่ากับ 3 $

แต่ถ้าเดินทางหลายครั้งจะซื้อเป็น Token ก็จะถูกลง เช่น 3 Token = 10.8 $ ก็จะตกราคาครั้งละ 2.7 $

ถ้าเดินทางวันละ 4 ครั้งขึ้นไปก็ใช้เป็น Day pass จะคุ้มและสะดวกกว่า ราคาคนละ 11 $

ดูรายละเอียดได้จากในเวบ http://www.ttc.ca/index.jsp

เราซื้อ one day pass ปกติราคา 11 $ แต่ถ้าเป็นวันหยุด 1 ใบใช้สองคนได้เหลือคนละ 5.5 $ เท่านั้น คุ้มมาก

เช้านี้ฝนตกเลยเลือกที่จะไปเดินพิพิธภัณฑ์ Royal Ontario Museum หรือเรียกสั้นๆว่า ROM ค่ะ

เราลง subway ไปสถานี Museum….ลงมานี่รู้เลยว่าภูกสถานีแน่ๆ เก๋ไก๋มากค่ะ ประหลาดใจ

คุณสามีอยากไปมากเพราะมีห้องที่แสดงโครงกระดูก dinosaur เราซื้อตั๋วเข้า Museum คนละ 16 $ โถงแรกเจอเจ้านี่เลยค่ะ

ROM มีทั้งหมด 4 ชั้น มีห้องแสดงมากมายค่ะ เอาภาพมาให้ชมกันคร่าวๆ

ชอบห้องนี้ Gem and Minerals สีสวยดีค่ะ

Mammal

เดินกันจนเมื่อย ออกมาข้างนอกฝนหยุดแล้วก็ฟ้าใสเลยค่ะ ตึก ROM นี่สวยเก๋มาก รูปทรงทันสมัยแปลกตาสุดๆ

หลังจากนั้นก็ไปเดินเล่นผ่าน Queen park ใกล้ๆ ROM ไปตามแผนที่(ความจริงเดินผ่านกลางสวนไปเลยค่ะ)

ช่วงนี้มีงานเทศกาล เด็กๆเยอะมาก มีซุ้มของกินเต็มไปหมด

เราเลยจัดการซื้อ Hotdog มากิน เป็นอาหารเที่ยง ราคาชิ้นละ 4 $

ช่วงบ่ายๆแบบนี้พอแดดออกก็ร้อนไม่เบา แดดแรงมากจนอยากจะกางร่ม แต่คนที่นี่เค้าคงไม่ค่อยเจอแดดค่ะ ไม่มีใครกางร่มซักคนเราเลยเก็บร่มไว้เงียบๆในกระเป๋า

เราเดินใน Queen park เพลินๆ ร่มรื่นดี ที่สังเกตคือประเทศนี้จะมีกระรอกวิ่งตามทุ่งหญ้า สวนสาธารณะ หน้าประตูบ้าน แม้แต่วิ่งข้ามถนน ดูมีชีวิตชีวามากค่ะ มันไม่กลัวคนเลยนะ เดินต่อมาเจอตึกสวยๆ เป็นตึก Ontario Legislative Building

ผ่านสวนสวยๆทางด้านหน้า

หลังจากนั้นเราเดินลง Subway จากสถานี Queen Park station ไป Osgoode station เพื่อเดินไปดู City halls

อันนี้ของเดิม

ส่วนนี่ของใหม่ค่ะ

เราเดินตามถนนดูเมืองไปเรื่อยๆ จนถึง St James Cathedral แดดร้อนๆแบบนี้ ถึงจะ 20 องศานิดๆก็เหงื่อซึมเหมือนกันนะเนี่ย

เดินเข้าไปดูในโบสถ์ก็สวยดี ก็เลยถือโอกาสนั่งพักเงียบๆ มองดูโบสถ์สวยๆไปพลางๆ

พักจนหายเหนื่อย ไปเดินเที่ยวต่อ จุดต่อไปคือ St Lawrence market ตลาดขนาดใหญ่ในเมืองโตรอนโต แต่ว่า พลาดซะแล้ว ไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน ว่ามัน “ปิดวันอาทิตย์” ก็เลยแห้วค่ะ ได้แต่ถ่ายรูปด้านนอกมาให้ชมกัน อมยิ้ม20

จากจุดนี้อยากแถว CN tower แต่ดูสายรถรางแล้วงงๆ เหมือนต้องต่อสองสามต่อ ดูแผนที่แล้วไม่น่าไกลมาก ก็เลยเดินเอาค่ะ ได้ดูเมืองไปด้วย ตึกนี้รูปทรงสวยแปลกอีกแล้ว ตึกในเมืองนี้สวย น่าสนใจเยอะค่ะ

เดิน เดิน เดินไปเรื่อยๆจนถึง Union station ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใหญ่ของเมือง ข้างในสวยดี แต่เงียบๆแฮะ คนไม่ค่อยเยอะ ขนาดก็ไม่ได้กว้างมากอย่างที่คิด สำหรับใครที่จะเดินทางไปเที่ยวเมืองอื่นๆทางรถไฟก็มาขึ้นที่นี่แหละค่ะ แต่เราไม่ได้ใช้บริการ

จากนั้นเราก็เดินตาม skywalk เพื่อต่อไป CN tower

…หลังจากคิดแล้วคิดอีก ดูมาหลายรีวิว ก็เลือกที่จะไม่ขึ้นค่ะ ไม่ได้สนใจวิวมุมสูงซักเท่าไหร่ บวกกับค่าเข้าแพงพอดีทีเดียว เท่าที่ทราบ คิวจะยาวมากนะคะ โดยเฉพาะวันหยุด ถ้าใครจะมาแน่ๆ แนะนำซื้อตั๋ว online มาก่อนเลยจะดีกว่าค่ะ

เราเดินต่อไปเที่ยว Waterfront กันค่ะ

บรรยากาศแถวนี้ช่วงเย็นๆดีมากๆเลย น่ามาเดินเล่นวิ่งออกกำลังกายจริงๆ ถ้าใครมีเวลาและโอกาส แนะนำให้นั่งเรือข้ามไป Toronto island ค่ะจะได้เห็นวิว Toronto skyline ส่วนเราวันนี้เริ่มเย็นแล้วเลยตัดสินใจไม่ไป เดินดูวิวริมทะเลสาบไปเรื่อยๆดีกว่า หันกลับไปก็เห็น CN tower โดดเด่น

ใบเมเปิ้ลเริ่มเปลี่ยนสีกันแล้ว สีแดงสวยจัง

เย็นนี้เราแวะซื้อของจาก China town เพื่อกลับไปทำอาหารกินเองที่ Hostel ค่ะ แถบนี้จะมีร้านขายของสด ผัก เครื่องกระป๋อง เครื่องปรุงมากมายเลย ถ้าได้มาอยู่ที่นี่ไม่อด(อาหารไทย)แน่นอนค่ะ

ขอจบการเที่ยวสองวันแรกไว้แค่นี้ก็นะคะ พอดีพรุ่งนี้ต้องไปต่างจังหวัดแต่เช้า

การเดินทางวันที่สาม

วันนี้เราวางแผนเที่ยว Niagara แบบ day trip

วิธีการเดินทางไปเที่ยว Niagara ไปได้หลายแบบ มีทั้งซื้อทัวร์ เช่ารถขับ นั่งรถสาธารณะ

ตอนแรกเปิดหาข้อมูลบริษัททัวร์ มีหลายเจ้า ราคาน่าสนใจ ซื้อออนไลน์ได้ ตกคนละประมาณ 60 $ รวมค่าเดินทางไปกลับโตรอนโต พาแวะไร่ไวน์ Niagara on the lake , มีเวลาแถวน้ำตกประมาณ 2.5-3 ชม แต่พอมาดูในรายละเอียด เราว่าไปเองดีกว่า เวลาที่น้ำตกแค่ 3 ชั่วโมงสำหรับเรากลัวว่าจะไม่พอ

ส่วน Public transportation จาก Toronto ไป Niagara fallsก็มีหลายวิธีเหมือนกันค่ะ

1 GO transit ต้องนั่งรถไฟไปต่อรถบัส ดูๆราคาก็ไม่แพงนัก เที่ยวละไม่เกิน20 $ http://www.gotransit.com/publicroot/en/default.aspx

2 Via Rail นั่งรถไฟต่อเดียวจากสถานี Union station ถึง Niagara เลย แต่เหมือนจะแพงขึ้นมาหน่อยค่ะ จำราคาไม่ได้

http://www.viarail.ca

3 Megebus , Greyhound bus

http://ca.megabus.com

http://www.greyhound.ca

เราแนะนำไปด้วย megabus ค่ะ มีรอบทุกชั่วโมง ถ้าซื้อ online ล่วงหน้าซักสองเดือนจะถูกมากๆค่ะ เราซื้อตั๋วไปกลับสำหรับ 2 คนราคาแค่ 22 $ เท่านั้น

เห็นบางรีวิวทีขึ้นรถของคาสิโนไปด้วย แต่เราไม่รู้ว่าไปยังไงเหมือนกัน

เราไปขึ้นรถที่ Toronto Coach Terminal ตอนแรกจะถ่ายรูปที่สถานีรถบัสมาลงด้วย แต่รูปมันมืดและสั่น แถมดันไปเจอคนที่นู่นเข้าใจว่าเราไปถ่ายเค้าอีก เรียกเราไปคุยซะยาวว่า คุณทำอย่างนี้ไม่ได้นะ คนแคนาดาไม่ชอบให้ใครถ่ายรูป เค้าอาจจะชกคุณหรือเรียกตำรวจมาจับได้นะ ไอเราก็เถียงไม่ทัน งงๆอยู่ ภาษาก็ไม่แข็งแรงมากนัก ก็ไม่ได้จะถ่ายเค้าซะหน่อย ฉันจะถ่ายตึก เลยเซ็งๆก่อนไปขึ้นรถบัส (แต่ปกติคนแคนาดาที่เคยเจอทุกคนน่ารักมากนะคะ)

ออกจากโตรอนโตรอบ 8 โมงเช้า ในที่สุดเราก็มาถึงสถานี Niagara coach terminal แล้วค่ะ

สถานีอยู่ downtown ซึ่งไกลจากน้ำตก 2-3 กิโล ดังนั้น การเดินทางเที่ยวภายในโซนนี้ เราก็จะใช้บริการ WEGO ซื้อตั๋ว one day pass จากสถานีรถบัสเลยค่ะ ราคา 7 $ ส่วนตารางการเดินรถ ดูได้จากเวบนี้เลย

http://www.wegoniagarafalls.com

อันนี้เป็นตารางทางเดินรถบัส WEGO แถบ Niagara ค่ะ

http://www.wegoniagarafalls.com/routes/

เช้านี้เราจะไปเที่ยวเมือง Niagara on the lake ก่อนค่ะ ซึ่งต้องไปขึ้นรถที่ Floral clock เนื่องจากมาถึง Coach terminal ก่อน 10 โมง WEGO bus รอบแรกยังไม่บริการเลย เราเลยเดินเที่ยวไปพลางๆ เพื่อไปรอขึ้นรถบัสสายสีเขียวไปยัง Floral clock

เรามารอที่สถานี white water walk ฝั่งตรงข้ามคือ cham Shan temple นึกว่าอยู่เมืองจีนนะเนี่ย ในรูปจะเห็น WEGO bus ที่เราใช้บริการ

ระหว่างทางสู่ Floral clock ร่มรื่นดีค่ะ ความจริงมีที่อยากแวะเที่ยวหลายจุดแต่กลัวต่อรถไม่ทัน รถมีทุก 20 นาทีแต่เวลาไม่เป๊ะนะคะ แล้วก็มาถึง Floral clock

อันนี้ตาราง shuttle bus ไป Niagara on the lake

เราขึ้นรอบ 11.30 น กะว่าจะไปเดินเล่นกับหาข้าวเที่ยงทานที่นู่นค่ะ เมือง NOTL ถึงจะเล็กๆแต่น่ารักและมีร้านให้เดินชมเยอะ กะเวลาเที่ยวไว้ 2 ชั่วโมง มาขึ้นรถรอบบ่ายสองจะได้ไปเก็บน้ำตกช่วงบ่ายให้เต็มที่จนถึงค่ำๆ ที่เลือกมาตอนบ่ายเพราะแสงจะส่องเข้าหาน้ำตกค่ะ

มาถึงแล้ว จาก Fortgeorge เดินเข้าเมืองประมาณ 5-10 นาทีค่ะ มาเห็นโรงแรมดังประจำเมืองก่อนเลย น่ามาพักจัง

ทางเดินตกแต่งด้วยดอกไม้สวยๆ

หอนาฬิกากลางเมือง

ร้านขาย Alcohol LCBO

ในแคนาดามีกฏหมายห้ามดื่ม Alc ในที่สาธารณะคะ จะไม่มีขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป ต้องกินตามร้านอาหารหรือซื้อตามร้านที่ขาย Alcohol เท่านั้น ราคา Beer ตกกระป๋องละ 2-3 $ (ความจริงก็ราคาเท่าเครื่องดิ่มอื่นๆนะนี่)

มาแคนาดาต้องลอง Icewine มีราคาตั้งแต่ 20-50$ รสชาติอร่อยดีค่ะ หวานๆหน่อยกินง่าย นึกถึงเหล้าบ๊วยของญี่ปุ่นแต่แพงกว่าเยอะ

เที่ยวถ่ายรูป หาของกินใน Niagara on the lake จนจุใจ เราก็กลับมาเที่ยว The must ของทริปนี้ต่อ Niagara Falls น้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ

เรานั่งรถบัสสายเขียวจาก Floral clock มาลงแถว Clifton hill มีดูวิวนี้จากแถว Rainbow bridge

หันไปอีกฝั่งเจอโรงแรม Sheraton falls view ที่ทัวร์หรือใครๆก็จะมาพักกัน (แต่เราเจอราคาแล้วต้องขอบายค่ะ)

มาเดินเลียบทะเลสาบ Ontario ดูวิวน้ำตกไกลๆก่อน เราจะเห็นว่ามีน้ำตกใหญ่ๆแยกเป็นสองน้ำตกค่ะ

น้ำตกทางซ้ายคือ American falls ส่วนด้านขวาที่เป็นโค้งๆรูปเกือกม้าเป็น Canadian falls (Horseshoe falls)

มาถึงที่นี่แล้วต้องห้ามพลาดการล่องเรือ ของแคนาดาจะใช้ชื้อว่า Hornblower Niagara cruise ส่วนฝั่ง America คือ Maid of the mist ค่ะ เห็นว่าราคาทางแคนาดาจะแพงกว่าอยู่นิดหน่อย

เราซื้อตั๋วมาด้วยราคาคนละประมาณ 22.5 $ รวมภาษี

มองเรือลำอื่นที่พึ่งไปอาบละอองน้ำตก Horseshoe กลับมา เรือดูเล็กไปเลย

เรือออกแล้วววววว มาผ่าน American falls ก่อนค่ะ ฟ้ายังครึ้มเมฆเต็ม

มีทางเดินชมน้ำตกแบบใกล้ชิดด้วย ของฝั่งอเมริกา

มุ่งหน้าสู่ Horseshoe falls กันค่าาาา

โอ้ว ยิ่งใกล้ยิ่งใหญ่ค่ะ มาพร้อมละอองน้ำ ยังกะฝนตก ตอนนี้หน้ากล้องเริ่มเปียกไปหมด ต้องคอยเช็ดหน้ากล้องตลอดเวลา แล้ววิ่งเข้าวิ่งออกแถวชั้นล่างของเรือมาช่วงไม่ใช่หน้าร้อนนี่ดีหน่อยค่ะ คนไม่เยอะมาก มีพื้นที่ให้ขยับตัวได้เยอะ

นกเยอะมากๆ มันคงมีความสุขที่ได้บินท่ามกลางละอองน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ของโลก

เป็นการล่องเรือที่ใช้เวลาสั้นๆประมาณ 20 นาที แต่รู้สึกประทับใจมากค่ะ ราคาไม่แพง คุ้มค่าจริงๆ

ออกมาเดินเที่ยวชมน้ำตกกันต่อ หันกลับไปดู American Falls อีกที เหมือนฟ้าจะเริ่มเปิด

ทางเดินเลียบทะเลสาบไปสู่ Table rock เดินเพลินๆดูวิวสวยๆ ไม่เหนื่อยเลยค่ะ

เราจะเดินไปจุดมุม Table rock ที่น้ำในแม่น้ำอีรีลงมาเป็นน้ำตกแคนาดากันค่ะ เห็นมีอีกกิจกรรมนึงที่น่าสนใจ

คือ Journey behind the falls แต่เราไม่ได้ไปลอง

มันสวยมากจริงๆค่ะ เรารัวกล้องไม่ยั้ง แทบจะหมดเป็นร้อยรูป ได้รูปสวยๆมาให้ชมกัน เกิดมาพึ่งเคยเห็นรุ้งครึ่งวงกลม

วิวนี้มันสวยจริงๆค่ะ

หลังจากได้รูปจากมุมปกติจนพอใจแล้ว เรารีบไปขึ้นหอคอย skylon ต่อค่ะ เพื่อจะได้เก็บรูปมุมสูงก่อนที่แสงพระอาทิตย์จะหมด จ่ายค่าขึ้นไปคนละประมาณ 14.5 $

ขึ้นมาข้างบนแล้ว เห็นวิวมุมบนนี่มันสุดยอดจริงๆค่ะ

วิวพาโนรามาเห็นสองน้ำตก

American falls จากมุมสูง

ขอปิดท้ายวันด้วยรูปน้ำตก Horseshoe falls จาก Skylon ค่ะ มันสวยประทับใจจริงๆ พลุโอ่งพลุโอ่งพลุโอ่ง

หลังจากนี้เราก็กลับไปหาอาหารเย็นกิน ก่อนนั่งรถ megabus ที่จองไว้รอบทุ่มครึ่งกลับ Toronto ค่ะ

การเดินทางวันที่สี่

เก็บตก Toronto ก่อนไปขึ้นเครื่องต่อไป Calgary

วันนี้ต้องเก็บของเพื่อ Check out เราจัดโปรแกรมสบายๆ เดินไปเที่ยว Casaloma ปราสาทสวยใน Toronto อยู่บนเนินสูง เดิมเป็นของ Sir Henry Mill Pellatt สร้างไว้ แต่ตอนหลังยกให้กับรัฐบาลไป จึงเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมด้านในได้

หน้าตาคล้ายๆปราสาท Neuschwanstein แบบย่อมๆ

ค่าเข้าอยู่ที่ราคา 24 $ (รวม Tax) เราเคยเที่ยวปราสาทยุโรปมาแล้ว เลยขี้เกียจเข้าดูข้างใน ขอเดินชมด้านนอกพอค่ะ สามารถเดินเข้าไปดูในสวนด้านหน้าได้

มุมกว้างๆบ้าง

ระหว่างทางเดินกลับ ที่แคนาดานี่ก็มีจิตกรรมฝาผนังเยอะนะคะ หัวเราะ

เจอกระรอกน้อยวิ่งไปวิ่งมาอย่างมีความสุข เข้าออกตามบ้านคน หรือตามลานหญ้า ต้นไม้

ถ้าใครอยากเที่ยวสบายๆมีไกด์ ก็มีบริการรถนำเที่ยวค่ะ ราคาน่าจะ 30 กว่าเหรียญ Hop on hop off ได้ทั้งวัน

ต่อจากนั้นเราวางแผนจะไปเที่ยวใน University of Toronto ค่ะ ความจริงน่าจะเลือกขึ้นรถใต้ดินไป 2 สถานี แต่เห็นเหมือนจะไม่ไกลเลยเดินเอาค่ะ ก็แอบไกลอยู่นะ พอถึงโซนมหาลัยก็งงๆนิดนึงว่า ตกลงนี่มันใช่รึยัง เพราะมันไม่ได้มีรั้วรอบหรืออาณาเขตให้เห็นชัดๆแยกจากเมือง เหมือนอยู่กลางเมืองน่ะค่ะ มีถนนผ่าน คนภายนอกเดินเข้าไปได้สบายๆ

วันนี้วันจันทร์ เด็กๆเยอะค่ะ ถนนสายนี้จะมีรถขายอาหารเรียงรายหลายคัน มีครัว มีปล่องระบายควันจากรถ แปลกดี ไม่เคยเห็น แวะซื้อของกินเล่นซะหน่อย

มาดูราคากัน ก็กลางๆนะคะ Hot Dog ชิ้นละ 3-4 เหรียญ เราซื้อ Onion ring มากินรองท้องไปก่อน เดี๋ยวเราจะไปกินมื้อกลางวันที่ China town

จากนั้นก็เดินชมตึกในมหาลัยต่อ เป็นที่ๆน่าเรียนมากเลย บรรยากาศดี ตึกสวยเต็มไปหมด
น่าอิจฉาเด็กนักเรียนที่นี่นะคะ

บ่ายนี้ เราเดินจากมหาวิทยาลัยต่อมาย่าน China town ค่ะ กลางถนนมีใบไม้สวยๆเรียงตามแนว Street car

หิวแล้ว เรามาทานอาหารกลางวันย่าน China town กันค่ะ เล็งร้านนี้ไว้ตั้งแต่วันก่อน ท่าทางต้องอร่อยแน่ๆ เข้าไปดูกันค่ะ

ออเดิฟกันด้วย ปาท่องโก๋แบบฮ่องกง จานนี้ 0.95 $ คุ้มค่ะ

บะหมี่เกี๊ยวสูตรฮ่องกง อร่อยมากกกกก ถูกมากกกก 4.5 $ recommend สำหรับคนชอบกินบะหมี่ค่ะ

ร้านนี้มีอาหารอีกเยอะมาก น่าเสียดายที่เรามากินกันแค่มื้อเดียว ถ้าใครอยากหาอาหารอร่อยถูกปากคนไทย และราคาไม่แพงก็มา Chinatown เลยค่ะ จากนั้นกลับไปเอาของที่พักแล้ว ขึ้น subway ต่อรถบัสไปสนามบิน

การเดินทางวันที่ห้า

หลังเที่ยวเก็บตกใน Toronto จนถึงบ่ายๆ เราบินจาก Toronto ห้าโมงเย็น มา Calgary ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงค่ะ เนื่องจากเวลาที่ Toronto เร็วกว่า 2 ชั่วโมง เลยมาถึง Calgary ตอนทุ่มตรงค่ะ ที่เลือกเที่ยวจาก Toronto ค่อยย้อนมาทางฝั่งตะวันตกก็เพราะเรื่องเวลาด้วยค่ะ เพราะถ้าเที่ยวทางตะวันตกไปตะวันออก นั่งเครื่อง 4 ชั่วโมงเวลาจะผ่านไปถึง 6 ชั่วโมงแหนะ

ถึงสนามบิน Calgary รับกระเป๋าเสร็จ เราก็เดินออกประตูข้ามมาอีกตึกเป็นตึกสำหรับรถเช่าโดยเฉพาะ มีหลายเจ้าเลยค่ะ
เราจองล่วงหน้ามาก่อนแล้วทางเวบ มาถึงก็เอาใบจองให้เลย

GPS (7.99/day เป็นราคา deal นะคะ ปกติเหมือนแพงกว่านี้) 31.96 $ รถเป็น Chevrolet Cruze (เริ่มเช่าค่ำวันอังคาร คืนเย็นวันเสาร์ค่ะนับเป็นชั่วโมง) ราคา 4 วัน 257.56 $
Road side Assistant (อันนี้เค้าแนะนำซื้อเผื่อเกิดปัญหาต้องตามช่าง 47.96 $ ราคา 11.99 $/day)
GST (Tax) 16.9 $
รวม 354.95 $ (โดนตัดบัตรเครดิตไป 10,600 บาท)

ราคารถนี่เป็นประกันชั้น 1 แบบต้องร่วมจ่ายนะคะ คือมี Loss damage waiver ถ้าจะเอาประกันเต็มแบบไม่ต้องจ่ายเลยต้องเพิ่มวันละ 20 $ แต่เรามีประกันการเดินทางที่ซื้อจากไทย ครอบคลุมค่าเสียหายการเช่ารถส่วนแรกแล้วเลยไม่ซื้อเพิ่มค่ะ อ้อ แล้วเค้ามักจะถามเรื่อง Fuel Plans ว่าจะจ่ายเลยมั้ย ตอนคืนไม่ต้องเติม แต่เรากลัววางแผนพลาดและคิดว่าเติมเองก่อนคืนน่าจะคุ้มกว่าก็ไม่ได้ซื้อค่ะ

กว่าจะรับรถเสร็จก็สองทุ่มเกือบครึ่งแล้ว เราก็ตั้ง GPS ไปที่พักของเราคืนนี้ Cozy nest B&B อยู่ไกลค่ะ ประมาณ 20 Km ขับรถพวงมาลัยซ้ายที่ไม่ถนัดแล้วมาเริ่มตอนมืดๆนี่ก็เสียวอยู่เหมือนกัน สามีเป็นคนขับก่อนค่ะ เวลาคนชินพวงมาลัยขวามาขับมักจะกินเลนขวา คนนั่งต้องคอยบอกค่ะ และช่วยดูเวลาเลี้ยว กลัวเผลอเข้าผิดเลน…ในที่สุดก็ถึงบ้านพัก

บ้านพักน่ารักมากค่ะ เจ้าของเป็นคุณป้าใจดี มีห้องเช่า 2 ห้อง ใช้ห้องน้ำร่วมกันค่ะ อีกห้องนึงเป็นคู่ชาวฝรั่งเศสมาพัก

ตืนเช้ามาเจอวิวแบบนี้หน้าบ้าน คุณป้าทำอาหารเช้ามาให้ค่ะ ราคาค่าที่พัก 80 $/ห้องสำหรับ 2 คน หลังร่ำลาคุณป้าเจ้าของกับชาวฝรั่งเศส เราก็ออกเดินทางสู้ Canadian Rocky กันค่ะ

เราแวะหาซื้อเสบียงในเมือง Calgary ก่อนเพราะกลัวใน National park จะราคาแพงค่ะ แนะนำ Safeway จะคล้ายๆ Lotus บ้านเรามีของให้เลือกเยอะ ราคาไม่แพง sale บ่อยค่ะ

อาหารกระป๋องแบบไทยๆก็มีนะ แต่ made in canada ไม่ได้ลองค่ะ

แวะหาเสบียง Alcohol เป็นอีกร้านนะคะที่ขาย alcohol โดยเฉพาะ

เริ่มด้วยฟ้าใสๆ เริ่มเห็นภูเขาสวยๆแล้ว

ผ่านเมือง Canmore ซักพักเจอป้ายแบบนี้ ให้เข้าเลนซ้ายนะคะ เรางงเลยเข้าเลนขวาสุดไปซะนี่ ปรากฏมันคือเลนสำหรับคนขับรถผ่านโดยไม่เที่ยว หรือคนที่มีบัตร park pass แล้วค่ะ โชคดีวันนี้รถน้อย เราเลยจอดหลบข้างๆ(มีคนผิดเหมือนกันหลายคัน) แล้วเดินข้ามไปซื้อค่ะ

ค่าเข้า park รวมค่ารถแล้ว เขียนราคาเป็นต่อวัน แต่จริงๆคิดเป็นคืนที่นอนค่ะ เราเที่ยว อังคารถึงเสาร์ เค้าคิดเป็น 3 วัน 1 คน ราคา 9.8 $ / 2-7 คน ราคา 19.6 $ ถ้ามามากกว่า 2 คนนี่คุ้มมากเลยค่ะ
ของเราขับรถเก๋งเข้าไปสองคน เที่ยว 4 วัน 3 คืน ก็ราคา 19.6 x 3 = 58.8 $ แล้วก็จะได้ใบแบบนี้มาติดหน้ารถค่ะ รูปนี้ติดผิดด้านนะคะ ต้องเอาไปติดด้านคนขับ

ขับไปเจอสะพานสวยๆแบบนี้ ไม่ใช่สะพานคนหรือรถข้ามนะคะ เป็นทางสำหรับให้สัตว์ป่าข้ามถนนค่ะ

ขับชมวิวเขาสวยๆซักพักเมฆมาจากไหน ทำไมครึ้มลงเรื่อยๆ ในที่สุดก็ฝนตกค่ะ เซ็งเลย แบบว่าวันเที่ยวเมืองไม่ตก มาตกตอนเที่ยวภูเขา แต่ไม่เป็นไรค่ะ เราก็เที่ยวต่อไปแบบไม่กลัวฝน

วันนี้เราวางแผนขับไปจนถึงเมือง Jasper เพราะจองที่พักไว้ที่นั่น แวะเที่ยวรายทางไปเรื่อยๆตามจุดต่างๆรูปนี้ค่ะ ระยะทางวันนี้คือประมาณ 420 กิโล ถนนที่นี่ขับสบายมากค่ะ

แผนที่แนะนำจุดท่องเที่ยวใน Banff & Jasper National park

Crawfoor Glacier

Bow lake ตอนฝนตก น้ำยังสวย

ต่อไปเป็นจุดชมวิวยอดฮิตค่ะ Peyto lake ขนาดฝนตกอยู่ คนยังเยอะเลย ฝรั่งเค้าไม่ค่อยกลัวฝนกันนะ ไม่มีใครกางร่มใส่ฮู้ทเดินตากฝนกันชิลๆ เราไม่ไหว ขอติดร่มไปด้วย กว่าจะถึงวิวนี้ก็ต้องเดินขึ้นเนินเขาป่าสนมาซัก 15 นาทีค่ะ เหนื่อยพอใช้ได้ แต่พอเห็นวิวๆ ว้าวววววว สวยมากกกก น้ำสีเทอควอยซ์นี่มันสวยจริงๆ ถ้าฟ้าเปิดมากกว่านี้อีกหน่อยคงสวรรค์เลยล่ะ

ช่วงนี้ใบไม้บน Rocky เปลี่ยนสีกันเต็มที่แล้วค่ะ เราขับฝ่าฝนบ้าง เมฆหมอกบ้าง ฝนหยุดบ้าง

ในที่สุด เราก็มาถึง Columbia Icefield ค่ะ จุดที่น่าสนใจและทุกคนต้องแวะชมคือ Athabasca Glacier เป็นธารน้ำแข็งที่มามานานมากกกกแล้ว ขนาดใหญ่และมีความหนามากถึง 100-300 เมตร ดังนั้นส่วนที่เค้ากั้นไว้ให้เดินได้ไม่ต้องกลัวว่าน้ำแข็งจะหักทะลุลงไปเลยค่ะ แต่นอกเส้นทางต้องระวังนะคะ อาจมีหลุมลึกลงไปได้

วันนี้เราไปถึง ฝนยังตกไม่หยุด เลยพักกินข้าวกลางวันตรงสถานีบริการก่อนค่ะ มื้อนี้ หมดไปจานละ 14 $

ดูๆแล้วสภาพอากาศคงไม่มีทางดีขึ้น เลยไปถามพนักงานว่า พรุ่งนี้อากาศจะเป็นยังไง เค้าบอกว่าเหมือนเดิมค่ะ มันจะเป็นอย่างนี้จนถึงวันเสาร์ ห๊ะ!!!! ชั้นเที่ยวถึงวันเสาร์พอดี ทำไมแจ๊คพอตขนาดนี้ อุตส่าห์บินมาตั้งครึ่งโลกเจอฝนพอดีเด๊ะ 4 วัน(ช่วงวันก่อนหน้าเรามาถึงได้ข่าวว่าอากาศดีอยู่นะคะ)

มาที่นี่ไม่ควรพลาดนั่งรถ Snowcoach เข้าไปเดินบนธารน้ำแข็ง ราคา 49.95 $ ต้องบวก tax อีกนิดหน่อย แต่เราซื้อออนไลน์มาก่อนแล้วเป็นตั๋ว Mountain Explorer ซึ่งรวมค่า Banff Gondola (35.95$) กับ Icefield Glacier Adventure (49.95) มันจะลดราคาลงค่ะ เหลือ 69.95 $ + GST (3.5 $)

ศึกษาราคาตั๋วและ package ได้ที่ http://www.brewster.ca

Package ไปซื้อที่นู่นก็ได้นะคะ รู้สึกราคาเท่ากับซื้อ online จะได้ดูสภาพอากาศก่อนว่าน่าเที่ยวมั้ย อีกข้อนึงสำหรับ snowcoach ปิดบริการหน้าหนาวนะคะ เปิดช่วงกลางเมษา ถึงกลางตุลาคม

สรุปเราเลือกที่จะเที่ยววันนี้ไปเลยค่ะ เพราะพรุ่งนี้อากาศคงไม่ต่างกัน ทัวร์ Glacier ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 90 นาทีค่ะ ต้องนั่งรถไปนานพอควร พอไปถึงเค้าจะให้เวลาในการเดินเล่น 20 นาที นี่คือรถที่พาเรามายัง Glacier ล้อโตมากๆ

ดูธารน้ำแข็งกันใกล้ๆ

สวยจัง…

ตอนแรกเราเข้าใจว่ามันเป็นน้ำแข็งหิมะเวลามองไกลๆ พอใกล้ๆถึงได้รู้ ว่ามันคือน้ำแข็งจริงๆค่ะ มีบางมุมเห็นเป็นสีฟ้าสวยงาม เค้าให้เวลาลงมาถ่ายรูปเล่น 20 นาที ซึ่งดูเหมือนจะน้อยไป แต่ไม่จริงเลยค่ะ อากาศมันหนาวมากคิดว่าใกล้ 0 และลมแรงมากด้วย แถมฝนตกมากระทบหน้าตลอดเวลา หลายคนอยู๋ซักพักยังขึ้นไปรอบนรถ แต่เรามาแล้วต้องเอาให้คุ้มค่ะ มัวแต่ถ่ายรูปจนมือแข็ง จนเค้าเรียกขึ้นรถถึงได้ขึ้นกลับไป เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจมากค่ะ

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปสู่ Jasper ค่ะ เวลายังเหลือ ฟ้าเปิดมากขึ้น เลยแวะน้ำตก Athabasca Falls นึกว่าจะเล็กๆ แต่ความจริงมีจุดให้เดินเยอะเลยค่ะ

น้ำตกกับวิวเขาด้านหลัง ง้ามงาม พลุโอ่งพลุโอ่ง

น้ำตกเซาะหินจนสวยขนาดนี้

Canyon ที่เกิดจากกระแสน้ำกัดเซาะ แต่ตอนนี้สายน้ำเปลี่ยนทิศไป ตรงนี้เลยแห้งแล้ว เหลือเป็นทางให้ชมค่ะ

อีกมุมนึง

ค่ำนี้เราก็มาถึงที่พักในเมือง Jasper ตอนแรกว่าจะออกไปเดินในเมืองหาซื้อของกิน แต่ฝนยังคงตกตลอดเวลาไม่หยุด เราพอมีเสบียงอยู่เลยเปลี่ยนใจ ไม่ไปไหนแล้วเข้าห้องพักเลย

คืนนี้พัก Celtic Haven Jasper เป็นบ้านที่ทำห้องพักไว้ ค่าห้อง 100 $/คืน ไม่มีอาหารเช้า มีแค่สามห้อง แต่สองห้องโดนจองอยู่ระยะยาวไปแล้วเลยเหลือห้องเดียวให้พักรายวัน ห้องตกแต่งสวยมากค่ะ เย็นนี้เราทำอาหารกินในห้องเพราะมี microwave พอท้องอิ่มก็นอนหลับสบาย

การเดินทางวันที่หก

เช้าวันนี้เราตื่นมาพร้อมสายฝนเช่นเคย พยากรณ์ใน Jasper จะเป็นฝนไปอีกสองวัน ส่วน Banff จะฟ้าใสช่วงบ่าย เราหวังว่าวันนี้จะได้เห็นแสงอาทิตย์กันบ้างนะคะ
หลังกินข้าวเช้าทำเองเสร็จ เราออกไปเที่ยว Petricia และ Pyramid lake กันก่อน ซึ่งห่างจะเมืองประมาณ 7 Km

ระหว่างทางเจอกวางกินใบไม้อยู๋ข้างทาง

ถึงแล้ว Petricia lake มีที่จอดรถชมวิวข้างถนนเลยค่ะ

เงาสะท้อนสวยๆ

ขับต่อไปอีกหน่อย เจอ Pyramid lake

Pyramid island เกาะเล็กๆกลางทะเลสาบ

แนะนำจุดน่าเที่ยวใน Jasper

เราไปเที่ยว Maligne Canyon กันต่อนะคะ
ที่นี่มีเส้นทางเดินดู canyon ลงไปเรื่อยๆ มีสะพานข้ามระหว่างสองฝั่ง
เราเดินเที่ยวลงไปเรื่อยๆจนถึง Third bridge ซึ่งจะเห็นวิวน้ำตกกับสะพานสวยๆแบบนี้ ขากลับก็ขึ้นเนินกันเหนื่อยใช่ย่อยเหมือนกัน

ความจริงถ้ามีเวลาที่ Jasper นานๆ ควรขับต่อจาก Maligne canyon ไป Medicine lake และ Maligne lake ซึ่งระหว่างทางนี้เห็นว่าอาจจะได้เจอสัตว์นานาชนิดค่อนข้างมาก แต่เราเวลาไม่พอเลยต้องตัดแผนการนี้ออกไปค่ะ

เรากลับมาเดินเล่นในเมือง หาของกินเติมพลัง

French fries ยอดฮิตของชาวแคนาดา ต้องใส่ชีสแล้วราดน้ำเกรวี่ค่ะ เรียกว่า “Pontine”

มองไปบนเขาแทบไม่เห็น Jasper Tramway ก็เลยตัดสินใจไม่ขึ้น และขับรถกลับไปทาง Banff ค่ะ เสียดายเหมือนกัน เพราะดูจากรีวิวกับมีเพื่อนบอกมาว่าสวยมากๆ (ตรงลูกศรชี้)

ระหว่างทางกลับไป Columbia Icefield เห็นวิวสวยๆต้องหยุดพัก เจออีกาเรื่อยๆตามรายทางค่ะ

น้ำตก Tangle creek falls เล็กๆข้างทาง ขามาไม่เห็น แต่ขากลับเห็นชัดค่ะ อยู่ข้างถนนเลย

ห้องน้ำในเขต national park เป็นเหมือนส้วมหลุมที่มีโถนั่งอย่างดีครอบไว้ค่ะ แต่ไม่มีน้ำใช้นะ
จะมีทิชชู่ซึ่งไม่เคยหมด ไม่รู้ใครคอยเอามาเติมตลอดเวลา กับ alcohol ไว้ให้ทำความสะอาดมือค่ะ

เพื่อนร่วมทางของเรา ขับนิ่มมากค่ะ Chevrolet Cruze

ถ่ายกับวิว Glacier ซะหน่อยยย

Athabasca Glacier วันนี้ฟ้าเปิดมากขึ้นค่ะ

จุดบริการนักท่องเที่ยว ซื้อบัตรเที่ยว Snow coach กับ Skywalk ที่นี่ค่ะ มีร้านอาหาร ห้องน้ำบริการ

แวะเดินเที่ยว walking trail ไปชม glacier อีกมุมนึง
เอาอีกแล้ว เห็นช่วงแรกมีแดด นึกว่าไม่หนาวมาก ไปตัวเปล่าไม่เอาผ้าพันคอกับถุงมือไปค่ะ ซักพักฝนปรอยน้อยๆ แต่ลมแรงมาก มือแข็งเหมือนเดิม เส้นทางที่เราจะก้าวไป

เห็น Glacier แล้วววว

เห็นกลุ่มที่มีเจ้าหน้าที่พาเดินอยู๋ไกลๆ พาสุนัขไปเที่ยว Glacier ด้วย

ขากลับ มองไปลานจอดรถ นี่เราเดินมาไกลเหมือนกันนะเนี่ย

ขับต่อไปยัง Big hill viewpoint วันนี้ฟ้าเปิดสวยค่ะ เมื่อวานฟ้าปิดเลยไม่ได้ลงรูปให้ดู
อยู่ช่วงจาก lakelouise ขับมาตามเส้น 93 มาเรื่อยๆ ก่อนจะถึง columbia icefield 13 Km จะมีช่วงที่ถนนโค้งขึ้นเขาชันๆ พอหมดยอดโค้งจะมีที่จอดรถทางด้านขวาค่ะ (จุด B)

ในที่สุด เราก็ได้เห็นแสงแรก หลังจากไม่ได้เห็นมาเกือบ 2 วันเต็ม น้ำตาจะไหล ดีใจสุดๆค่าาา ประหลาดใจประหลาดใจประหลาดใจ

แจ่ม…

ฟ้าเปิด แวะ Peyto lake อีกรอบ

Bow lake รอบสอง

เวลายังเหลือ แวะเที่ยว lakelouise ก่อนพระอาทิตย์จะตก ตอนแรกวางแผนไว้พรุ่งนี้ ดีที่แวะมาก่อน เพราะพรุ่งนี้ ฟ้าฝนไม่เป็นใจอีกแล้วค่ะ

Lake louise ทะเลสาบที่มีชื่อเสียงที่สุดใน Canadian Rocky

น้ำสีสวยมากก มีภูเขาและ Glacier เป็น background ที่สวยงาม

อยากนั่งพักอยู่กับวิวนี้นานๆ

ถ้าได้พายเรือเล่นแบบนั้น คงโรแมนติกดีนะคะ อมยิ้ม07

หรือว่าจะนั่ง dinner สุดหรูแบบนี้

โรงแรม Fairmont Lakelouise สุดหรู สวยงาม ถ้ามีตังและโอกาส อยากมาพักดูซักทีนะ
คืนละหมื่นห้า ขอแวะมาเดินชมละกันค่ะ

ขากลับมาที่รถ เจอนกน้อยน่ารักมาเกาะกระจกอยู่

วันนี้เรากลับที่พักที่เมือง Canmore ค่ะ
หลังจากเที่ยวมาสองวัน คืนนี้เรามาพักที่เมือง Canmore ค่ะCanmore เลย Banff ไปประมาณ 10 กว่ากิโล ถ้าอยากพักราคาไม่แพงแนะนำเมืองนี้เลยค่ะ เมืองสวย มีร้านค้าเยอะ และราคาไม่แพง เราชอบ safeway ที่นี่มาก รู้สึกเหมือนเดิน lotus ที่บ้านเรา ของเยอะและราคาถูกค่ะ

ที่พักคืนนี้ Econo lodge canmore เราพักสองคืน รวมราคา 209 + tax = 235.75 $
ใครชอบทำอาหารก็พักที่นี่ค่ะ เครื่องครัวพร้อม มีเตา กระทะ หม้อให้เลยค่ะ อาหารเช้าก็หลากหลายดี แต่ข้อแตกต่างสำหรับอาหารเช้าในแคนาดากับที่เคยไปยุโรปมาคือ ของแคนาดาแทบไม่มีเนื้อสัตว์เลยค่ะ มีแต่ไข่ต้ม ที่เหลือก็เป็นขนมปังหลากชนิด นม โยเกิร์ต น้ำผลไม้ อาจเป็นเพราะเราค่อนข้างเลือกที่พักราคาไม่สูงนัก

ห้องกว้างนอนสบายค่ะ

ครัวย่อมๆแต่อุปกรณ์พร้อม

อาหารค่ำคืนนี้

การเดินทางวันที่เจ็ด
แผนเที่ยวไม่ไกลมาก ดูพยากรณ์อากาศมีฝนตอนเช้าอีกแล้ว ช่วงบ่ายอาจฟ้าเปิดขึ้น เราเลือกไปเที่ยว lake Emerald ใน Yoho national park ก่อนค่ะ

ระหว่างทางเจอรถติดขบวนรถไฟ เลยได้วิวนี้มา คือหมอกลงเยอะมากไม่เห็นอะไรเลย

ก่อนถึง Lake emerald แวะดู Natural bridge

ถึง lake Emerald แล้ว เดินเล่นทั่วๆไปเรื่อยๆจนฝนหยุด ฟ้าเปิดมากขึ้น น้ำที่นี่สีสวยเป็นมรกตจริงๆค่ะ

ขากลับรถติดอีกแล้ว เพราะรถไฟผ่าน เราเลยมีโอกาสแวะไปดูขบวนรถไฟลอด two spiral tunnels รถไฟที่นี่ขบวนยาวมากกกกก และทางตรงนี้เป็นภูเขาชัน เส้นทางรถไฟเดิมมีปัญหาว่าหัวรถจักรไม่มีแรงพอจะดึงขบวนรถขึ้นเขา เค้าเลยทำทางใหม่ให้โค้งไปมาเพื่อลด slope ลง โดยทำเป็น tunnel วนโค้งอย่างในรูปนี้ค่ะ น่าทึ่งกับความคิดเค้ามากนะคะ

รูปอธิบายการแล่นของขยวนรถไฟผ่านอุโมงค์

เส้นทางนี้รถติดจริงค่ะ เวลารถไฟผ่านเค้าจะกั้นไม่ให้รถขับ

ช่วงบ่ายเราไป Moraine lake ต่อ ไปถึงตอนแรก เมฆชักเริ่มจะมาอีกแล้ว เราเก็บภาพได้ซักพัก ฝนก็เทลงมาอย่างหนักค่ะ เซ็งอีกแล้ว ที่นี่เป็นไฮไลท์ใน rocky เลยนะ เราเข้าไปซื้อของกินง่ายๆสำหรับมื้อกลางวันตรงร้านค้า แต่แพงมากและไม่อร่อยด้วย แวะเดินดูของร้านกิ๊ฟชอป จนกระทั่งเมฆฝนเริ่มลอยไปค่ะ พอฟ้าเริ่มเปิด เรารีบขึ้นไปจุด viewpoint ทันที

อันนี้ริมทะเลสาบค่ะ

มีคนขี่จักรยานมาเที่ยวด้วย เจ๋งจริงๆ เนินหินข้างหลังคือจุดที่เราจะขึ้นไปดูวิวค่ะ

ทางขึ้นชม Viewpoint

เดินขึ้นมาเจอวิวนี้ สตั๊นไป 5 วินาที มันสวยมากกกก

ได้เห็นวิวนี้ มันสุดยอดค่ะ ถึงฟ้าไม่เปิดเต็มที่ แต่มันก็ยังสวยมากจริงๆ ถือเป็นทะเลสาบที่ประทับใจที่สุดใน Canadian rocky trip นี้เลยค่ะ ฟ้าเปิดอยู่อย่างนี้ได้ไม่ถึงชั่วโมง ฝนก็กลับมาอีกครั้ง เป็นทริปที่ต้องอาศัยช่วงจังหวะเวลาจริงๆ

ไปเดิน Johnston canyon ต่อค่ะ เป็นทางเดินเลียบน้ำตกไปเรื่อยๆ
มีจุดหมายสองจุดคือ lower falls 0.5 mile และ upper falls 1.5 miles ค่ะ

เราชอบทางเดินเลียบน้ำแบบน้ำมากเลย มันสวยดีนะคะ

ในที่สุดก็มาถึง lower falls ไม่ได้สูงใหญ่มาก แต่ก็สวยค่ะ

ตอนนี้ตัดสินใจว่าจะเดินต่อไปดีมั้ย แต่ด้วยความฟิตชอบเดินเป็นทุนเดิม เราก็ไปต่อค่ะ ช่วงจาก lower falls ไป upper falls มีขึ้นเนินเยอะอยู่ เหนื่อยใช่ย่อยแฮะ ชอบวิว canyon ช่วงนี้จัง

ถึง upper falls แล้วค่ะ ก็สวยนะ แต่เล็กกว่าที่คิด คนที่มาเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเค้าก็เดินมาถึง upper falls กันค่ะ

เย็นกลับมา Banff ห้าโมงครึ่งแล้ว เห็นพระอาทิตย์ยังไม่ตก และเย็นนี้ฟ้าเปิดสวยมากหลังปิดมาทั้งวัน เราเลยรีบไปขึ้น Sulphur mountain กันค่ะช่วงปลายเดือนกันยาปิดทุ่มนึง ยังพอมีเวลา
ค่ากระเช้า Banff Gondola ประมาณ 36 $ นะคะ แต่เราซื้อมาเป็นตั๋ว package ร่วมกับ Glacier adventure ที่ขึ้น snow coach ด้วย ก็คุ้มดีค่ะ

ระหว่างขึ้น Gondola มองย้อนไปก็เสียวเหมือนกันนะคะเนี่ย
เห็น โรงแรม Fairmont ด้านล่าง…ยังกับปราสาทแหนะค่ะ

เมือง Banff จากยอด Sulphur mountain

ฟ้าเปิดเห็นเมือง Banff เล็กๆในหุบเขากว้างใหญ่ สวยจริงๆค่ะ
ข้างบนนี้หนาวและลมแรงกว่าข้างล่างมากนะคะ เราพลาดอีกแล้วไม่ได้เตรียมถุงมือขึ้นมาด้วย มือแข็งจนปวดมือ

เราจะเดินไปทางยอดนู้นกัน

ทางเดินสวยดีค่ะ เดินสบาย

วิวภูเขาที่ทอดยาวไป…

หันย้อนไปดูสถานี Gondola ที่เราเดินมา…

Bow river แม่น้ำสายหลักของ Banff

แสงกำลังจะหมด เริ่มเห็นเมฆครึ้มลอยมาค่ะ เราเดินย้อนกลับไปสถานี Gondola

นั่งกระเช้ากลับลงไปข้างล่าง

ถึงแม้จะมีเวลาสั้นๆประมาณเกือบชั่วโมงกว่าๆก่อนพระอาทิตย์จะตก แต่ที่นี่สวยประทับใจมากค่ะ
โชคดีที่ยังมีช่วงฟ้าเปิดสวยๆให้เห็น วันนี้เรากลับไปนอนด้วยความประทับใจ ดีใจที่สามารถเก็บจุดสวยๆใน Canadian Rocky ได้ครบ แม้จะมีเวลาฟ้าเปิดอันน้อยนิดในช่วงที่ฝนตกติดต่อกันทุกวันขนาดนี้

การเดินทางวันที่แปด

วันนี้เที่ยวสบายๆในเมือง Banff เพราะเราต้องออกจาก Banff ช่วงบ่ายกลับไปขึ้นเครื่องรอบ 6 โมงเย็นที่ Calgary ฝนตกปรอยๆเล็กน้อย แต่เมฆเต็มฟ้าเหมือนเคย สรุป 4 วันใน Rocky เราเจอแดดไปไม่ถึงครึ่งวันเลยค่ะ

เราเริ่มด้วยการเที่ยวในเมืองก่อน ค่อยไปดูตามจุดชมวิว เพราะพยากรณ์ฝนตกเช้า ช่วงบ่ายจะดีขึ้น

เมือง Banff น่ารักน่าเดินเที่ยว วันนี้เป็นวันเสาร์ช่วง cultural day มีเวทีดนตรีกับงานวิ่งมาราธอน ดูคึกคักดี

มีร้านขายของฝากน่าเดินน่าซื้อเต็มไปหมด แต่ถ้าไปซื้อที่แวนคูเวอร์จะถูกกว่านะคะ เดินจนเริ่มหิว ก็หาของกินในเมืองค่ะ

ภาพนี้ตอนเที่ยงๆแล้วค่ะ ฟ้าเปิดแล้ว

ของฝากยอดฮิตค่ะ Maple syrup ถ้ากลัวแตกก็มีแบบพลาสติกรูปกาน้ำนะคะ

ของฝากอีกอย่างที่น่าซื้อคือ คุกกี้เมเปิ้ล เราชอบมากค่ะ ซื้อมากินเล่นตลอดเวลา ถ้าจะให้ถูกแนะนำดูตาม superstore , safeway ค่ะ กล่องไม่สวยมาก แต่รสชาติเราว่าอร่อยกว่าแบบที่ขายตามร้านของฝากอีก ราคาถูกมากกว่า 2-3 เท่า(ถ้ามี sale)

ลอง Chocolate รูป Bear paw ซะหน่อย…เป็นคาราเมลกับ cashew nut ค่ะ ก็อร่อยนะ แต่เคี้ยวกันจนเมื่อยกราม คาราเมลมันเหนียวมากเพราะอากาศหนาว

หมาน้อยน่ารัก เป็นมิตรมากๆค่ะ

ให้ดูแผนที่จุดที่เราจะเที่ยวภายในเมืองวันนี้นะคะ จาก Downtown เดี๋ยวเราจะไปน้ำตก Bow falls ให้เอารถไปจอดที่ Bow avenue ส่วนจุดชมวิวที่เห็นโรงแรม Fairmont สวยๆคือ Surprise corner หลังจากนั้นขับไปตาม Tunnel mountain Rd ก็จะไปเจอจุดชมวิว Hoodoo ค่ะ

Bow falls

มีทางเดินชมน้ำตกข้างๆ

ขับย้อนไป Surprise corner ระหว่างทางกลางเมือง เจอตัวอะไรดุ๊กดิ๊กข้างทางค่ะ

จาก surprise corner เห็นวิว Fairmont ท่ามกลางป่าสนและภูเขาเบื้องหลัง ทำเลสวยมากกกกก

เห็นวิว Bow falls ด้านหน้า จะเห็นว่าฝั่งนั้นมีทางเดินเลียบน้ำตกที่เราพึ่งไปเดินมาค่ะ

เวลายังพอเหลือ เราขับไปเดิน Trail ชมหิน Hoodoo กัน

สวยแปลกๆดีค่ะ มีคนปีนขึ้นไปถ่ายรูปบนยอดหินด้วยอ่ะ

มีคนมาล่องเรือกันด้วยนะคะ ท่าทางจะบรรยากาศดีมาก

หลังจากนี่เราขับรถยาวกลับเมือง Calgary ค่ะ ประมาณ 120 กิโล เพื่อไปคืนรถ เราจะขึ้นเครื่องต่อไป Vancouver เพื่อเที่ยว Victoria กับ Vancouver

เย็นเมื่อวาน เรานั่งเครื่องบินจาก Calgary มายัง Vancouver ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ เหมือนนั่งจากกรุงเทพไปหาดใหญ่ แต่ราคาค่าเครื่องแบบช่วงมีโปรแล้ว ยังราคาถึง 172 $ ต่อเที่ยว ก็ 5000 กว่าๆเท่านั้นเอง T T

วิวระหว่างทางบนเครื่อง ผ่านเทือกเขา Rocky สวยๆตลอดทางค่ะ

ถ้าใครมาหลายคนอยากประหยัดเงินค่าเดินทางเที่ยว Rocky จาก Vancouver ก็เช่ารถขับไปได้ค่ะ ประมาณ 800 กิโล ขับแวะรายทางไปเรื่อยๆก็ใช้เวลาเกือบวันค่ะ หรือจะเลือกนั่งรถบัสระหว่างเมืองก็มีนะคะ แต่จะนานมากล่ะ

พอมาถึง Vancouver เราก็เดินทางไปที่พักของเราค่ะ ซึ่งจองไว้ที่แถว Richmond สามารถขึ้นรถไฟ Canada line ไปลง Bridgeport station เพียง 3 ป้ายเท่านั้น

การเดินทางใน Vancouver เราใช้บริการ Translink Canada ค่ะ ดูข้อมูลที่ http://www.translink.ca/

เค้าแบ่งการเดินทางเป็นโซนๆ

ตั๋ว single pass ใช้เดินทางต่อๆกันไปได้ภายใน 90 นาที รถไฟ ต่อรถบัส ต่อ seabus ก็ได้ค่ะ ราคาขึ้นกับใช้เดินทางกี่โซน

หรือเอาสะดวกก็ Day pass เลย

ให้ดูหน้าจอเวลากดซื้อจากเครื่องค่ะ มีให้เลือกตามนี้เลย แต่ถ้ากดซื้อจากสนามบินเค้าจะเพิ่มราคาอีก 5 $ เข้าไปอัตโนมัติ ของเราไป Bridgeport ก็ราคา 7.75 $ ค่ะ

เราไปหาอาหารค่ำกินแถวที่พัก ซึ่งบริเวณ Richmond เป็นย่านที่มีคนจีนฮ่องกงอยู่เยอะมาก จะมีตลาด night market ใกล้ๆสถานี Bridgeport station อารมณ์เหมือนเดินตลาดนัดเมืองไทย มีอาหารหลากหลายแทบทุกชาติให้กิน ไม่ว่าจะจีน เกาหลี ญี่ปุ่น แขก….ในราคาไม่แพง ด้วยค่าเข้าคนละ 2 $ กว่าๆ

สองคืนสุดท้ายนี้เราพักที่ Days inn Vancouver airport Hotel ราคาสองคืนอยู่ที่ 218 $ + tax 32 $ (รวม 250$ แพงสุดในทริปเลย) อยู่ใกล้สถานี Brideport แถวนี้ค่อนข้างเงียบและมืดพอสมควรค่ะ เราเลือกที่นี่เพราะพรุ่งนี้เช้าจะไปเที่ยว day trip Victoria แต่เช้า จะได้ขึ้นรถรอบแรกได้โดยไม่ต้องตื่นเช้ามากค่ะ ที่นี่มี free Shuttle bus รับส่ง Airport แต่เป็นรอบๆแชร์กับโรงแรมใกล้ๆกัน แต่ถ้ามีโอกาสมารอบหน้าจะลองไปพักย่าน Downtown ค่ะ

การเดินทางวันที่เก้า

เช้านี้เราตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อจะกินข้าวเช้าตอนตีห้าครึ่ง โรงแรมนี้เริ่มเปิดห้องอาหารเช้า เช้ามากๆ เป็นข้อดีที่เราจะขึ้นรถสาย 620 รอบแรกที่ Bridgeport station ตอนหกโมงเช้า เพื่อจะไปขึ้นเรือรอบ 7 โมงเช้าข้ามไปเที่ยวเกาะ Victoria (ฤดูนี้รอบต่อไป 9 โมงเช้าเลยคะ เราเลยรีบมาตั้งแต่รอบแรก ไม่งั้นกว่าจะได้เที่ยวหมดเวลาไปครึ่งวัน)

ตารางรถสาย 620 Bridgeport – Tsawwassen ferry terminal

ดูตารางเวลาเดินเรือได้จากเวบ http://www.bcferries.com/schedules/mainland/tssw-current.php?scheduleSelect=sch06241501.html

ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 1.45 นาที ค่าเรือคนละ 16.5 $/เที่ยว ค่ะ ตอนแรกง่วงมากคิดว่าจะขึ้นไปนั่งหลับบนเรือ แต่ปรากฏพอขึ้นเรือก็ตื่นตาตื่นใจกับความใหญ่ของเรือค่ะ

เรือนี้ขับรถเข้ามาได้นะคะ บางคนอาจจะเช่ารถยาวมาเที่ยว Victoria ด้วย แล้วเช้าต่อไปเที่ยว Rocky mountain ต่อเลยก็ได้ค่ะ คล่องตัวกว่า

บนเรือใหญ่มาก มีร้านอาหาร ร้านขายของ ห้องเกมส์ ระเบียง ดาดฟ้า…สรุปเรามัวแต่สำรวจเรือกันค่ะ

ห้องอาหารใหญ่โตเชียว

ชมวิวด้านหน้าเรือ

ดาดฟ้าเก๋ๆ

ในที่สุดก็มาถึงท่า Swart Bay ของ Victoria หลังเดินเล่นถ่ายรูปเพลินๆบนเรือรู้สึกว่าแป๊บเดียวมากค่ะ

ส่วนการเดินทางใน Victoria สายรถเมล์ และตารางเดินรถ ดูข้อมูลได้ในเวบ BC transit
http://www.bctransit.com/regions/vic/

เราหาซื้อบัตร Day pass ไม่เจอ (เห็นว่าต้องซื้อตามร้านทั่วไปบางร้านซึ่งมีเขียนในเวบนี่http://www.bctransit.com/regions/vic/fares/pdf/BusPassVendorsVic.pdf)

เลยต้องซื้อเป็นเที่ยวๆในรถเอาค่ะ Single trip คนละ 2.5 $
อยากจะบอกไว้ว่า รถบัสบางที่อย่างใน Vancouver เช่นสาย 620 ที่นั่งมาท่าเรือ ใส่ได้แต่เหรียญนะคะ ใช้ธนบัตรไม่ได้ด้วยและไม่มีทอน ถ้าจะจ่ายบนรถต้องเตรียมไว้ให้พอดีนะคะ แต่ของ BC transit ใน victoria ใช้แบงค์ได้นะ

เราหารถบัสสาย 81 เพื่อไปเที่ยว Butchart garden ก่อนค่ะ ตอนแรกหารถไม่เจอ เพราะมันหน้าตาแบบนี้
เกือบตกรถซะแล้ว

ถ้าจะไป Downtown ก็สาย 70, 72 เลยค่ะ ขึ้นหน้าทางออกท่าเรือเลย

นั่งรถอีก 45 นาที ถึง Butchart แล้วค่ะ กว่าจะได้เริ่มเที่ยวจริงเกือบ 10 โมง (ตื่นตี 5)
จ่ายค่าเข้าสวนก่อนค่ะ คนละ 32.34 $

ดูเวลาทำการและราคาค่าเข้าแต่ละช่วงได้ที่http://www.butchartgardens.com/

เข้ามาแล้วเจอตึกสวยๆ เป็นร้านค้าขายของ

สวน Sunken garden อันเลื่องชื่อค่ะ ว่าเป็นสวนที่สวยที่สุด สวยจริงๆมุมนี้

ซุมอีกนิด

มุมข้างๆ ถ่ายมันทุกมุมค่ะ อิอิ

วันนี้ฟ้าใสตัดกับสีดอกไม้จริงๆค่ะ

ภาพเยอะหน่อยนะคะ ชมสวนไปด้วยกันเรื่อยๆค่ะ

มีที่ดื่มน้ำสำหรับเจ้าตูบด้วยค่ะ เก๋ดี

ทางเดินร่มรื่น

สวนถัดมาค่ะ ดอกไม้สีสดมาก

ผึ้งบินว่อนเต็มไปหมดเลยค่ะ

Star pond

Italian Garden

เดินสวนไปประมาณ 3 ชั่วโมงได้ค่ะ ต่อไปเราไปเที่ยว Downtown Victoria กันต่อ นั่งรถเมล์สาย 75 จากหน้าสวน Butchart เข้าเมืองกันเลยค่า นักดนตรีเปิดหมวกเยอะนะ

วิวท่าเรือเห็นโรงแรม The Empress สวยเด่น

ไปเดินเลียบน้ำด้านล่างกันค่ะ

เรือน่ารักดีจัง

คุณลุงนี่เล่นได้สนุกมากค่ะ

อากาศเย็นๆแดดดีๆนี่คนมานอนตากแดดกันเลยค่ะ

เดินเที่ยวได้ 2-3 ชม ไม่รู้จะเที่ยวอะไรต่อดีก็เลยมานั่งรถบัสกลับท่าเรือค่ะ ใช้เวลาเกือบชั่วโมงเหมือนกัน เรามานั่งเรือรอบ 6 โมงเย็นกลับ Vancouver กันค่ะ จะได้ไม่ถึงที่พักดึกมาก เย็นนี้เรากินอาหารบนเรือกันค่ะ กลับไปถึงก็หลับยาวเลยเพราะตื่นมาเที่ยวตั้งแต่เช้า

การเดินทางวันที่สิบ (วันสุดท้าย)

วันนี้เราเที่ยวกันในตัวเมือง Vancouver โดยใช้ตั๋ว Day pass ค่ะ

แผนเช้านี้คือไปเที่ยว Capillano suspension bridge ซึ่งเป็นสะพานแขวนความยาว 450 ฟุตและสูง 230 ฟุตเหนือแม่น้ำคาพิลาโน่ ทอดเชื่อมป่าสนสองฝั่ง เราเดินทางโดย Canada line ไปสถานี waterfront ไปต่อ sea bus ข้ามไป Lonsdale quay และขึ้นรถบัสสาย #236 ไปลงหน้า Capillano

วันนี้อากาศไม่เป็นใจเลยค่ะ มาถึงปั๊บฝนก็เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
จ่ายค่าเข้าไปคนละ 37.75 $ ค่ะ (แพงจัง ความจริงเราได้บัตรลดมาจากที่โรงแรมด้วยแต่ดันลืมใช้ T T) ภายในมีที่เที่ยวน่าสนใจ 3 จุดคือ
1 Capillano suspension bridge
2 Treetop adventure
3 Cliff walk
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เวบ www.capbridge.com/

สะพานแขวน ยาวมากเลยนะคะ แกว่งไปมา แต่มั่นคงดี เลยไม่น่ากลัวค่ะ

เราไปเดินเล่นบน Treetop adventure กันต่อค่ะ เป็นทางเดินบนต้นไม้ต่อๆกันไปหลายๆต้น

สวยดีนะคะ

ส่วนอันสุดท้าย Cliffwalk ตอนแรกนึกว่าจะเสียวมาก

แต่เค้าทำแข็งแรงมั่นคง ไม่น่ากลัวเลยค่ะ

สรุปว่าที่นี่ค่าเข้าอาจจะแพงนิด แต่สวยและเดินเที่ยวสนุกมากค่ะ ขนาดเราไปเจอฝนตกกระหน่ำ เราก็ยังใส่ชุดกันฝน กางร่มถ่ายรูปเอาเดินเล่นไปจนทั่ว กว่าจะทั่วใช้เวลานาน 2-3 ชั่วโมงเหมือนกันค่ะ recommend ให้ไปเที่ยวกันถ้ามา Vancouver

ขากลับเข้าเมือง เราใช้บริการรถ free shuttle bus ของที่นี่ค่ะ ดูข้อมูลจากเวบของเค้าได้เลย ^^

มาดูแผนที่เที่ยวในเมืองกันค่ะ ที่เที่ยวเด่นที่เราตั่งใจจะไปคือ Stanley park
เดินถนนย่าน Downtownถ้ามีเวลาเหลือก็แวะไปดูนาฬิกาไอน้ำที่ Gastown ค่ะ

สำหรับถนนสาย Shopping ที่ทุกคนต้องมาเดินคือ Robson street ค่ะ มีร้าน Starbuck จำนวนมาก ใครจะซื้อของฝากพวก Gift shop เส้นนี้ก็มีหลายร้านค่ะ ราคาถูกกว่าที่ท่องเที่ยวอื่นๆ แต่มัก made in China นะ เราเดินแวะตามร้านไปเรื่อยๆ แวะกินอาหารกลางวันกัน

ช่วงนี้ใบไมเปิ้ลเริ่มเปลี่ยนสีหลายจุดแล้ว เลยเดินชมสัญลักษณ์ของแคนาดาซักหน่อย

ถนนเส้นที่ต่อมาจาก Stanley park ปลูกเมเปิ้ลทั้งแนว ถ้าเปลี่ยนสีกันเต็มที่บวกกับอากาศดีๆฟ้าใสๆ คงสวยน่าเดินมากๆค่ะ

Stanley park กว้างมาก ความจริงถ้ามีเวลามากกว่านี้และเจอวันอากาศดีๆ น่ามาขี่จักรยานเที่ยวมากเลยค่ะ แต่เวลาเราเหลือน้อย ก็เลยเดินเล่นชมวิวไปเรื่อยๆ

เป็ดน้อยน่าจะมีความสุขมากนะคะ

โค้งนี้สวยดี เห็นมุม Stanley park กับอีกฝั่งที่เป็นเมือง

เดินมาย่าน China town นึกว่าจะคึกคักเหมือนที่ Toronto ปรากฏว่าที่นี่เงียบสนิทค่ะ

Gastown ดูนาฬิกาไอน้ำเรือนแรกของโลก เดินมาจากสถานี waterfront นิดเดียว แต่เราเดินอ้อมมาจาก Chinatown อย่างไกลค่ะ

เย็นนี้หลังกินอาหารค่ำในร้านอาหารจีน เรากลับที่พักเพื่อรอ Shuttle bus ไปสนามบินค่ะ เครื่องออกตีสอง กลับมาถึงไทย 11 โมงเช้า จบการท่องเที่ยวทริปแคนาดา 10 วัน 9 คืน อย่างประทับใจค่ะ (เที่ยวจริง 9 วันเต็ม)

สรุปค่าใช้จ่ายสำหรับทริปนี้

เราได้ค่าตั๋วค่อนข้างถูก ซื้อล่วงหน้านาน เลือกที่พักแบบปานกลางค่อนไปทางถูกแต่มีคะแนนรีวิวดีน่ะค่ะ ส่วนอาหารเน้นประหยัดแต่กินอิ่มนะคะ มีทั้งทำเอง 8 มื้อ อาหารเช้าโรงแรม 5 มื้อ และซื้อกิน/กินตามร้านอีก 14 มื้อค่ะ แต่เรื่องการท่องเที่ยวเราเน้นเก็บที่อยากไป อยากเข้าให้ครบค่ะ จัดแผนมาคล้ายๆกับบริษัทที่พาทัวร์แคนาดาแต่เจาะได้ลึกกว่า กับเที่ยวตามใจตัวเองได้มากกว่าค่ะ

ประหยัดกว่าไปทัวร์เยอะ แต่ต้องเตรียมตัวเยอะหน่อย
เผื่อใครที่สนใจจะไปเองนะคะ


ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ

ส่วนทริปต่อไปจะเดินทางไปไหนกัน ติดตามชมเพิ่มเติมกันได้ที่

Facebook : http://www.facebook.com/TeawMuN

Leave a Reply