เที่ยวโตเกียว โอซาก้าด้วยตัวเอง

เที่ยวโตเกียว โอซาก้าด้วยตัวเอง

วางแผนเดินทางกันก่อน

เนื่องจากประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ต้องขอวีซ่าในการเข้าประเทศ ดังนั้นต้องท่านใดที่ต้องการไปเที่ยวญี่ปุ่นควรวางแผนการท่องเที่ยวตั้งแต่ 45 วันก่อนเดินทางครับเป็นอย่างน้อยไม่งั้นมีหวังไม่ได้ไปตามแผนที่วางไว้แน่นอนครับ โดยตามโปรแกรมผมจะเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองทั้งหมด 7 วัน คือพักที่โตเกียว 3 คืนแรก พักที่โอซาก้า 2 คืนถัดไป และพักที่นาริตะ ในคืนสุดท้าย ซึ่งผมได้ทำ โปรแกรมแผนการเที่ยวญี่ปุ่น ไว้เป็น PDF ไฟล์นะท่านใดอยากได้ Excel ไฟล์ ติดต่อส่วนตัวได้ครับ แต่ต้องบอกก่อนนะครับ โปรแกรมแผนการเที่ยวเป็นแค่เบื้องต้นส่วนเที่ยวจริง ผมอาจเที่ยวไม่ครบตามแผนการเที่ยวเนื่องจากเวลา อากาศ รวมทั้งการเดินหลงหาทางในสถานีรถไฟฟ้าด้วยครับ

การเดินทางเข้าเมืองโตเกียว จากสนามบินนาริตะ

การเดินทางรถไฟ 

แผนที่ภายใน Terminal 1 , Terminal 2 และ Terminal 3

• บริการรถไฟ Skyline

เส้นสีน้ำเงิน รถด่วนของฝั่ง Keisei เดินทางจากสนามบินนานาชาตินาริตะ ผ่านสถานีนิปโปริ สุดปลายทางที่อุเอโนะ ใช้เวลาเพียง 41 นาที

• บริการรถไฟ Access Express 

เส้นสีส้ม เป็นรถด่วนพิเศษของสาย Keisei ปลายทางอยู่ที่สถานีอุเอโนะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

• บริการรถด่วนKEISEI 

เส้นสีฟ้า เป็นรถไฟแบบด่วน (Rapid Service) วิ่งจากสนามบินไปสุดปลายทางที่อุเอโนะ แต่สามารถแยกขบวนมาต่อ Toei Asakusa Line ได้ที่สถานี Aoto ใช้เวลาตั้งแต่ 60 – 90 นาทีตารางเวลารถ Keisei เข้าเมืองโตเกียว ตรวจเพิ่มเติมได้ที่ www.keisei.co.jp

 

• บริการรถไฟ JR Line

เส้นสีเขียว เป็นรถไฟธรรมดาของ JR ใช้เวลา 80 นาที เดินทางไปสถานี Tokyo

• บริการรถไฟด่วน JR Narita Express 

เส้นสีแดง JR Narita Express ถึงสถานีปลายทางในโตเกียวคือ จากทางทิศใต้ ผ่านจิบะเข้าสถานีโตเกียว ใช้เวลา 53 นาที แล้วขบวนรถจะแยกเป็น 2 ตอนตามหมายเลขโบกี้ ส่วนแรกวิ่งขึ้นไปทางเหนือผ่าน Shinjuku , Omiya ส่วนหลังวิ่งไปทางYokohama, Totsuka, Ofuna รวมทั้ง ให้บริการจากหลายๆสถานีในโตเกียวและปริมณฑล ทุกขบวนจะวิ่งผ่านสถานีโตเกียว ซึ่งเป็นสถานีที่ขบวนรถจะเชื่อมต่อกันหรือแยกจากกัน ปกติแล้วขบวนที่มาจากโอฟุนะหรือโยะโกะฮะมะจะเชื่อมต่อกับขบวนที่มาจากชินจุกุ อิเคะบุคุโระ หรือโอมิยะ กลายเป็นขบวนเดียวกันวิ่งต่อไปจนถึงท่าอากาศยานนะริตะ (ผ่านทาง Sōbu Main Line และ สายนะริตะ)

เส้นทางจากสนามบินไปยังสถานีต่างๆ

การเดินทางรถบัส Limousine Bus

นักท่องเที่ยวที่มีกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่  ดังนั้นวิธีเดินทางเข้าโตเกียวที่สะดวกที่สุด ควรจะเป็นรถลีมูซีนบัส เพราะหากกระเป๋าเดินทางใหญ่มาก เวลาเดินทางออกนอกประเทศญี่ปุ่น สามารถนำกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ไปเช็คอินที่ (TCAT) เป็นการลดภาระที่จะต้องแบกกระเป๋าไปเช็คอินที่ท่าอากาศยาน ลีมูซีนบัสมีความสะดวกสบายด้วยที่นั่งปรับเอนได้และกระจกหน้าต่างกว้างมาก จะมาจอดรับผู้โดยสารที่ริมทางเท้าด้านนอกอาคารผู้โดยสารขาเข้าและตั้งต้นเดินทาง

ซึ่งติดต่อสอบถามข้อมูลทั่วไปได้ที่ โทร. 03-3665-7232 หรือเว็บไซต์  www.tcat-hakozaki.co.jp

LimuseanBus

 

อัตราค่าโดยสารรถลีมูซีนบัสจากสนามบินนาริตะเข้าเมือง
Limousine Buses to/from Narita Airport

Destinations Time (min.) Fare(¥)
  Mejiro, Korakuen Area 90 3,000
  Akasaka Area 80-120 3,000
  Ikebukuro Area 85 3,000
  Ginza Area 80 3,000
  Kudan Area 90 3,000
  Shibuya Area 85 3,000
  Shinagawa, Ebisu Area 85-110 3,000
  Shinjuku Area 85 3,000
  Shiba Area 80-120 3,000
  Tachikawa Area 170 3,500
  Odaiba, Tennozu Area 60-90 2,700-3,000
  TCAT 55 2,900
  Tokyo sta. 80 3,000
  Haneda Airport 75 3,000
  Yokohama Area 120 3,500

การเดินทางรถแท๊กซี่ 

บริการรถแท็กซี่จากสนามบินนานาชาตินาริตะเข้าเมืองโตเกียว มีทั้งแบบรถแท็กซี่ที่กำหนดค่าโดยสารตาม ขึ้นอยู่กับจุดหมายปลายทางในเมืองโตเกียว แต่ต้องรอจนเต็มคัน หากผู้โดยสารต้องการความเป็นส่วนตัวคนเดียว หรือเฉพาะกลุ่ม ก็จะมีรถมินิแวนแท็กซี่ หรือลีมูซีนแท็กซี่ให้บริการแบบเหมาจ่าย

 

• บริการที่ควรทราบเมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยาน
ศูนย์ข่าวสารการท่องเที่ยวนาริตะ (NARITA TIC)
สำนักงานนาริตะ ทีไอซี ตั้งอยู่ในบริเวณห้องโถงผู้โดยสารขาเข้าในเทอมินั่ล 1 และ 2 นักท่องเที่ยวจะขอรับข้อมูลข่าวสารก่อนเดินทางเข้าเมืองโตเกียวได้ มีเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับ ซึ่งพูดได้หลายภาษา จะให้ข่าวสารการท่องเที่ยว และมีแผนที่ ตลอดจนเอกสารคู่มือท่องเที่ยวแจกให้ฟรี เวลาเปิดทำการ ตั้งแต่ 8.00 น. ถึง 20.00 น. ทุกวันตลอดปี

• บริการขนส่งสัมภาระถึงที่พัก
หากประสงค์จะส่งสัมภาระจากสนามบินเข้าไปยังที่พักในเมือง สามารถติดต่อบริการรับส่งสัมภาระได้ในอาคารผู้โดยสารขาเข้า ที่ซึ่งมีเคาน์เตอร์ประจำของ JAL ABC Counter เว็บไซต์ www.jalabc.comหรือ QL Liner โทร. 0476-35-2864 ค่าส่งขึ้นอยู่กับน้ำหนักของกระเป๋าเดินทาง อาทิ น้ำหนักไม่เกิน 20 กก.ค่าบริการไม่เกิน 2,000 เยน
สำหรับการใช้บริการจากโรงแรมหรือในเมืองไปยังสนามบินหรือที่อื่นๆ สามารถติดต่อได้ที่โรงแรมหรือร้านสะดวกซื้อ

รายละเอียดเพิ่มเติมของสนามบิน Narita โปรดตรวจสอบได้ที่
www.narita-airport.jp โทร. +81-476-34-8000

แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดิน JR East

แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดินโตเกียว

แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดินเกียวโต

แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดินโอซาก้า

หลังจากเกริ่นแนะนำการเตรียมตัวก่อนเดินทางกันแล้ว ได้เริ่มเดินทางวันแรกกันแล้ว ^_^

เดินทางวันแรก ผมจองตั๋วเดินทางด้วย สายการบิน Delta Airline บินตรงสู่สนามบินนาริตะ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เที่ยวบิน DEL 284 BKK 05.55- NRT (Terminal 1) 13:55  โดยเครื่องบิน: Airbus A330 ได้ประตูทางออก G5 ผมมาถึงสนามบินตอนตีสองครึ่ง คนไม่เยอะเท่าไหร่ครับ Checkin ตั๋วเครื่องบินเสร็จ Load กระเป๋าลงเครื่องซึ่งน้ำหนักกระเป๋าต้องไม่เกิน 23 กิโลกรัมต่อใบ แล้วกรอกใบ Immigration ขาออกประเทศไทย เสร็จแล้ว ให้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งได้ครับ ซึ่งโปรแกรมวันแรกคือ Megaweb Showcase, Giant Sky Wheel, Venus Fort ที่เดียวครับ

ตัวอย่างการกรอกใบ Immigration ขาออกและขาเข้าต้องขอบคุณ feelthai.blogspot.com

หลังจากผ่านด่าน ตม กันมาแล้ว ได้เวลาเดินไปขึ้น Gate G5 ซึ่งเป็น Gate ไกลสุดแล้วครับ ยังไงเผื่อเวลาเดินกันหน่อยนะครับ ตกเครื่องก่อนเดินทางคงไม่สนุกแน่นอน ^ ^

ภายในเครื่อง Airbus A330 ของ สายการบิน Delta Airline เป็นเครื่อง แถวละแปดที่นั่ง แยกเป็น 2-4-2 มีทีวีให้ชมแก้เบื่อบนเครื่อง แถมยังมีอาหาร เครื่องดื่ม บนเครื่องฟรีแบบไม่เสียตังเพิ่มด้วยครับ

ระหว่างอยู่บนเครื่อง ทางสายการบินจะแจกใบ Immigration ขาเข้าและขาออกประเทศญี่ปุ่น และใบ Customs Declaration Form ซึ่งผมได้ทำดังกล่าวให้แล้วครับ คลิก > รายละเอียดข้อมูลการกรอกเอกสาร

หลังจากใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมง ก็ถึงสนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเวลาประเทศญี่ปุ่น เร็วกว่าประเทศไทย อยู่ 2 ชั่วโมง อย่าลืมปรับเวลาให้เป็นเวลาท้องถิ่นก่อนนะครับ

หลังจากลงเครื่องมาแล้ว ผ่านด่านแรก คือ ตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น ยื่นเอกสารใบ Immigration ขาเข้าและขาออกประเทศญี่ปุ่น จะเจอกับด่านที่สอง คือ ด่านศุลกากร ยื่นเอกสารใบ Customs Declaration Form ซึ่งทั้งสองด่านอาจโดนสอบถามเป็นภาษาอังกฤษนิดหน่อย ซึ่งพูดค่อนข้างชัดเข้าใจและสามารถตอบคำถามเพื่อผ่านไม่ยากครับ

หลังจากผ่านด่านสองอรหันต์กันแล้ว เดินทางเอากระเป๋า ขั้นตอนต่อไป สำคัญมากครับ ต้องไปแลก JR Rail Pass ที่ซื้อมาจากประเทศไทย ที่ Japan East Travel Service Center ตามภาพด้านล่างครับ

ทุกท่านต้องกรอกเลขพาสปอร์ต ชื่อที่อยู่ภาษาอังกฤษ วันที่เริ่มใช้ครั้งแรก จะได้บัตร JR Rail Pass ซึ่งเงื่อนไขบัตรสามารถใช้กับสถานี Jr ได้ทั่วประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึง NEX Express ที่วิ่งเข้าโตเกียว ยกเว้น Toei Subway และ Tokyo Subway ซึ่งต้องซื้อตั๋วต่างหากครับ แต่สามารถจองที่นั่งได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นตลอดระยะเวลาตามอายุบัตร

ซึ่งที่นี่สามารถจองที่นั่งได้เลย ผมเลยจัดฉลองปฐมฤกษ์ซะเลย หน้าตาตั๋วที่จองเป็นแบบด้านล่างนี้

พอได้ตั๋วแล้ว รายละเอียดตั๋วคือจาก สนามบินนาริตะ ไปสถานี Shinagawa ซึ่งเป็นทางไปที่พักของผมสามวันแรก รถคันที่ 5 ที่นั่ง 4-D เวลาออก 15.15 น.

วิธีการขึ้นรถไฟฟ้าในการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ครั้งแรกหลักๆ ดูเวลา กับขบวนเป็นหลัก จะมีป้ายชัดเจน ว่าจะขึ้นขบวนไหน ชานชาลาไหน ตู้ไหนที่มีการจอง ตู้ไหนที่ขึ้นได้ถ้าไม่ได้จองล่วงหน้าครับ

ภายในที่นั่งค่อนข้างสะดวกสบาย มีห้องน้ำ ตู้กดน้ำอัตโนมัติ แล้วที่โดนใจสุดๆ คือที่ชาร์ตแบตนี่แหละ

พอรถไฟถึงสถานี Shinagawa แล้ว ที่ชอบอย่างของญี่ปุ่น ก่อนลงจะมีแผนที่ในสถานีรถไฟนั้นๆ เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวหลงทาง บ้านเราน่าจะมีบ้างคงจะดี ^^

ตามแปลนผมต้องไปลง Shinagawa ต่อสาย Yamanote Line ไปลง Gotamba

มาวันแรกก็หาทางออกไปต่อสาย Asakusa Line ต้องถามทางกันยกใหญ่ ไหนจะสัมภาระอีก ยังไงก็เผื่อเวลาหลงเหมือนผมไว้หน่อยจะดีมากเลย

จากนั้นต่อสาย Asakusa Line ไปลง Magome ซึ่งเป็นที่พักของผมสามวันแรก ถึงสถานีจัดการซื้อ Toei Pass 1 Days 700 Yen กันเลยครับ วันนี้ใช้บริการแต่เส้นทางนี้ ยังไงก็คุ้มครับ

ในที่สุดก็ถึงที่พัก Tokyo Inn (Small double – non smoking) ราคาห้องพักที่ผมจองไว้ราคาตกคืนละ 2600 กว่าบาทต่อคืนต่อห้องครับ อยู่สถานี Magome ทางออก 3 เดินมาทางซ้าย โรงแรมอยู่ติดกันเลยครับ

วิธีเปิดไฟ ใช้กุญแจเสียบแล้วหมุนไปทางด้าน On ครับ ไฮเทคเกิ๊นน

ห้องพักค่อนข้างเล็กครับ เดินชนกันก็ว่าได้แต่เครื่องอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบ ทีวีภาษาญี่ปุ่นล้วนต้องทำใจ ตู้เย็น เครื่องเป่าผม อ่างอาบน้ำ ชักโครกเป็นแบบอัตโนมัติ

เนื่องจากถึงที่พักประมาณหกโมงครึ่ง แต่ที่ญี่ปุ่นมืดแล้ว เลยตัดสินใจเดินทางไปเมืองใหม่เลยครับ

พอถึงสถานี Shimbashi ต้องเสียค่ารถไฟอีก 310 Yen เท่านั้น เนื่องจากสาย Yurikamome Line ยังไม่มี Pass ใดใช้ได้ เลยต้องเสียตังตามระเบียบ 555

ส่วนวิธีซื้อตั๋วในตู้อัตโนมัติที่ญี่ปุ่น ไม่ยากครับ มีภาษาอังกฤษแทบทุกตู้ึครับ เริ่มต้นด้วยเลือกเช็คราคาตั๋วจาก Hyperdia แล้วไปที่ตู้เลยครับ

ขั้นตอนแรกเลือกเมนูภาษาอังกฤษก่อนครับ ต่อไป เลือกราคาตั๋ว ตัวอย่างไป Odaibakahinkoen ราคาตั๋ว 310 เยน เลือก 310 เยน เลือกจำนวนคนปุ่มด้านซ้ายว่าจะเดินทาง หนึ่งคน สองคน สามคน แล้วตู้จะระบุจำนวนเงินที่เราต้องจ่าย ใส่เงินเสร็จ จะได้ตั๋วหน้าตาแบบด้านล่างครับ

เดินผ่านประตูทางเข้า โดยเอาตัวหนังสือขึ้นนะครับ

พอถึงสถานี Odaibakahinkoen แล้วจะเจอตู้ขายน้ำอัตโนมัติ

เดินออกทางขวา แล้วเลี้ยวซ้าย จะเจอทางเชื่อมระหว่างสถานีกับทางไป Megaweb Showcase, Palette Town, Venus Fort

ในที่สุดก็ถึงเป้าหมายแรกของทริปนี้ Megaweb Showcase, Palette Town, Venus Fort

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง หลังจากเดินทะลุ Megaweb Showcase มาแล้วจะเจอร้านอาหาร First Kitchen ผมเลือกกินบะหมี่อบชีทกินกับไข่ลวก เสริฟพร้อมกับมันทอด และมันฝรั่งทอด มื้อนี้โดนไป 950 Yen ตกเป็นเงินไทย 300 บาท T T คิดถึงบะหมี่เกี้ยวบ้านเราเลยคร้าบบ

พอกินเสร็จได้เวลาเที่ยวกันแล้ว เริ่มต้นด้วยนั่งชิงช้าสวรรค์ Giant Sky Wheel ชมเมืองกันซะเลย ค่าบริการ 800 Yen ต่อคน แต่ถ้ามาเป็นกลุ่มไม่เกิน 6 คนนั่งกระเช้าเดียวราคาเหมา 3000 Yen ซึ่งผมมา 6 คนที่เลยคับแคบทางที่ดีสี่คนกำลังดีครับ

สามารถนั่งชมวิวเมืองด้านบนครบหนึ่งรอบใช้เวลา 16 นาที วิวสวยทีเดียวเลยครับ

ลงจากชิงช้าด้านขวาจะเป็นโซนเกมตู้ญี่ปุ่น

แต่ผมแวะไปถ่ายรูปแปบเดียวเองต้องรีบเดินเที่ยว Venus Fort กันแล้ว โดยไม่ได้เที่ยวMegaweb Showcase เนื่องจากใกล้ปิดแล้วครับ

หลังจากเที่ยวเสร็จแล้ว เดินทางกลับที่พัก แวะร้านค้าใกล้โรงแรมดูของแปลกในร้านค้าที่ประเทศไทยไม่มีกันบ้างครับ

หลังจากหาเสร็จจากร้านค้า เดินกลับที่พักไปสะดุดตาได้เจ้าเครื่องนี้เข้า เป็นเครื่องดูลายมืออัตโนมัติ ไม่ได้ลองเล่นแต่น่าก็แปลกอยู่ึครับ

หลังจากเดินทางเที่ยววันแรก บวกกับความเหนื่อยของการเดินทางจากประเทศไทยมาญี่ปุ่น หลับเอาแรงเพื่อเดินทางวันที่สอง ครับบ

เดินทางวันที่สอง

จากแผนการเดินทางวันนี้ คือ คามาคุระ เที่ยววัดเองงะคุจิ, วัดพระใหญ่ไดบัตสึ, วัด Hasedera,  กลับมาอาซากุซะ เที่ยววัดเซนโซจิ ถนนนากะมิเซะ ศาลเจ้าอาซากุซะ แล้วปิดท้ายด้วยเที่ยวย่านกินซ่าครับ

จากแผนการเดินทางเป้าหมายแรกของเรา คือวัดเองงะคุจิ ต้องเดินทาง 3 ต่อด้วยกันครับ

หลังจากเช็คเส้นทางกันแล้ว เดินทางกันเลย ซึ่งบรรยากาศยามเช้าที่นี่สดชื่น อากาศปลอดโปร่งมาก

ถึงสถานี Osaki แล้ว เดินหาสาย JR Shonan-Shinjuku Line(Via Yokosuka Line) เบอร์ 5 เลยจ้า

ในที่สุดก็ถึงแล้ว สถานี KitaKamakura บรรยากาศเงียบมากเลยครับ

สถานที่เที่ยวแรกของเรา คือ วัดเองงะคุจิ ชมบรรยากาศทางเข้าตามภาพเลยนะครับ

ค่าเข้าชมของวัดเองงะคุจิ ผู้ใหญ่ 300 Yen เด็ก 100 Yen บรรยากาศในวัดร่มรื่นมากครับ

หลังจากเที่ยวสถานที่แรกเสร็จแล้วเดินทางไปสถานี Kamakura

ถึงสถานี Kamakura จุดหมายต่อไปก็คือ วัดพระใหญ่ไดบัตสึ ซึ่งสามารถนั่งรถเมล์ที่ด้านหน้าเขียนว่า Daibutsu ไปได้ ค่าตั๋ว 150 Yen ครับ

ถึงแล้วลงรถ เดินข้ามถนนทางเข้าวัดจะอยู่ฝั่งตรงข้ามเลยครับ

วัดพระใหญ่ไดบัตสึ เสียค่าเข้าชม 200 Yen เด็ก 100 Yen ครับ

ก่อนเข้าวัดที่ญี่ปุ่น ธรรมเนียมปฏิบัติคือการล้างมือ แล้วตามด้วยบรรยากาศภายในวัดครับ

เดินวัดเสร็จแล้ว หิวโซมากเพราะบ่ายโมงครึ่งแล้ว เลยเดินไปวัด Hasedera เป้าหมายต่อไปพร้อมทั้งหาของกินด้วย ในที่สุดก็เจอกับร้านราเมนร้านนึง เป็นร้านเล็กซ้ายมือหน้าร้านจะมีรูปถ่ายประธานาธิบดีบารักโอบาม่าที่เข้ามากินที่นี่ ส่วนเรื่องรสชาติบะหมี่ที่นี่อร่อยมากก ค่าเสียหายมื้อนี้ 1000 Yen

กินเสร็จแล้ว เดินตามทางมาเรื่อยๆ เจอร้านค้ามากมาย ให้แวะชมกันครับ

เดินมาถึงแยกนี้ เลี้ยวขวาเดินตามทางไปเรื่อยจะเจอกับเป้าหมายต่อไป วัด Hasedera

เดินมาประมาณห้านาทีจะเจอโคมสีแดงอันใหญ่ ถึง วัด Hasedera แล้วครับ

จัดการซื้อตั๋วเครื่องอัตโนมัติกันเลย วิธีซื้อเหมือนเครื่องขายตั๋วรถไฟเลยครับ วัด Hasedera ค่าเข้าชม 300 Yen ครับ

บรรยากาศในวัดสะอาดและร่มรื่นมากครับ

เที่ยวเสร็จแล้วเดินมาขึ้นรถไฟที่สถานี Hase โดยระหว่างทางได้แวะกินไอติมชาเขียว 300 Yen รสชาติ อร่อยดีครับมิน่าทำไมคนถึงซื้อกันเยอะ

เดินมาถึงสถานี Hase แล้ว บรรยากาศชานเมืองกรุงเทพบ้านเราดีๆนี่เองครับ

จัดการซื้อตั๋วไป Asakusa กันต่อเลยครับ ค่าตั๋วไปลง Kamakura 190 Yen แล้วค่าตั๋วจาก Shimbashi ไปลง Asakusa 210 Yen

เดินขึ้นจากสถานี Asakusa แล้วจะเจอ Tokyo Sky Tree ตั้งเด่นสง่า จากนั้นเดินมาทางซ้าย เจอแยกไฟแดงข้ามถนนจะเจอกับโคมแดงสัญลักษณ์ของวัดเซนโซจิครับ

จุดหมายปลายทางของวันนี้คือ เที่ยวย่านกินซ่า ครับ ไปหาของกินมื้อค่ำครับ

มื้อเย็นวันนี้กินชูชิระดับห้าดาว ชื่อร้านอาหาร Aoki รสชาติปลาสดมาก แทบละลายเวลากินเลยครับ

กินเสร็จเดินชิวถ่ายรูปก่อนเดินทางกลับที่พักครับ

เดินทางวันที่สาม

แผนการเดินทางวันที่สาม คือ เมืองฮาโกเนะ โดยซื้อ Hakone Free Pass 2 Days 3,900 Yen จากสถานี Odawara นั่งได้ทั้งรถไฟ รถราง Hakone Ropeway เที่ยว ชิมไข่ดำ ชมทิวทัศน์ภูเขาไฟฟูจิ ล่องเรือทะเลสาบอาชิ แล้วกลับมาสถานี Odawara มาเดินชอปต่อสถานี Tokyo แล้วเดินชอปต่อที่ชิบูย่าเป็นจุดหมายปลายทางวันนี้ครับ

เริ่มต้นการเดินทางไปฮาโกเนะจากสถานี Magome ต่อไป Sengakuji ต่อไป Shinagawa ต่อด้วยรถไฟชินคันเซ็น Odawara

การขึ้นรถไฟชินคันเซ็น Kodama 641 แบบไม่จองที่นั่งให้เลือกรถขบวน 1-7,13-15 จาก Shinagawa

ถึงสถานี Odawara ไปชานชาลา 11 ไปสถานี Hakoneyumoto

ถึงสถานี Hakone yumoto ไปสถานี Gora และเดินทางต่อโดยขึ้น Hakone Tozan Cablecar ไปสถานี Sounzan

ถึงสถานี Sounzan ไปขึ้น Hakone Ropeway ไปสถานี Owakudani

วะเที่ยวเหมืองแร่กำมะถัน ชิมไข่ดำของขึ้นชื่อจ้า

าบังขายมันเผาอร่อยจริงครับ แถมมีภาษาไทยด้วย น่ารักอ๊ะ

จอแล้วครับ ร้านขายไข่ดำ 5 ฟอง 500 Yen ^^

จากสถานี Sounzan ไปขึ้น Hakone Ropeway ต่อไปสถานี Togendai

ลังจากนั่งกระเช้าถึงปลายทางแล้ว ได้เวลาล่องเรือทะเลสาบอาชิคร้าบบ

ถึงท่าเรือแล้วนั่งรถเมล์มาลงสถานี Hakoneyumoto

ต่อแถวหมายเลข 1 เลยครับ ไม่นานมากรถก็มาครับ

ถึงสถานี Hakoneyumoto เพื่อเดินทางไปช๊อปปิ่งสถานีรถไฟ Tokyo ด้วยรถไฟชินคันเซ็น  

ภายในสถานี Tokyo มีร้านช๊อปปิ้งมากมาย ทั้งการ์ตูน รถ ตุ๊กตาของฝากจากญี่ปุ่นคอลเลคชั่นต่างๆที่ผลิตญี่ปุ่น

หากท่านลงรถไฟที่สถานี Tokyo แล้วให้ท่านเดินหาแผนที่เดินมาตามกรอบสีแดงแล้วเดินลงบันไดไปชั้น B1F จะเจอร้านค้ามากมายภายในสถานี

ลงมาแล้วจะเจอร้านมากมาย ผมแนะนำหลัก 5 ร้านนะครับ

  • ร้านแรก ร้าน Kitty Shop มีทุกอย่างเกี่ยวกับ Kitty ที่เป็นคอลเลคชั่น สาวๆ น่าจะชอบร้านนี้ครับ
  • ร้านที่สอง ร้าน Rilakkuma มีทุกอย่างเกี่ยวกับ Rilakkuma ที่เป็นคอลเลคชั่น สาวๆ น่าจะชอบร้านนี้อีกเช่นกัน ซึ่งในโซนนี้จะมีร้านค้าเกี่ยวกับของเล่นมากมายครับ
  • ร้านที่สาม ร้านซื้อของฝากยอดฮิต Tokyo Banana ร้านนี้มีึ Tokyo Banana คอลเลคชั่นยีราฟ แถมโซนนี้มีของฝากยอดฮิตจากญี่ปุ่น ซึ่งหาซื้อได้ไม่ยากจากร้านนี้ครับ
  • ร้านที่สี่ ร้าน Tomica Shop ร้านนี้คงถูกใจเด็กๆ หรือผู้ใหญ่ ที่ชอบสะสมโมเดลรถนะครับ
  • ร้านที่ห้า ร้านขายขนม ร้านนี้มีขนมขายมากมาย Kitkat และ Pocky ก็มีขายร้านนี้ แต่ไม่มี Kitkat ขาเชียวนะครับ ส่วน Kitkat ขาเชียว ซื้อที่ไหน จะเฉลยต่อนะครับ

มีร้านช๊อปปิ้งมากมาย ทั้งการ์ตูน รถ ตุ๊กตา ของฝากจากญี่ปุ่นคอลเลคชั่นต่างๆที่ผลิตญี่ปุ่น

ผมเลยแวะกินข้าวซักที่นี่ซะเลย ง่ายและประหยัดด้วยครับ เซทนี้ 1000 Yen ครับ

จากสถานี Tokyo ไปเที่ยวย่านชิบูย่า ลงสถานี Shibuya จากการเลือกเส้นทางเพื่อประหยัดไหนๆ ก็ซื้อ JR Rail Pass มาละ

หลังจากเที่ยวเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ได้เวลากลับที่พักแล้วครับ เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางไกลไปโอซาก้าแต่เช้าเลยครับ รอติดตามชมกันต่อนะครับ

เดินทางวันที่สี่

แผนการเดินทางวันที่สี่ คือ เดินทางไปที่พัก โรงแรมไดกิ เก็บสัมภาระแล้ว เที่ยวเมืองเกียวโต เที่ยวศาลเจ้าฟุชิมิอินาริ, วัดคิโยมิสึ (วัดน้ำใส)  เที่ยวถ่ายรูป Kyoto Tower แล้วกลับมาเดินช๊อปปิ้งย่าน Tenjinbashisuji Shotengai บริเวณที่พักเป็นที่สุดท้ายครับ

เริ่มต้นจากสถานี Magome ต่อไป Sengakuji ต่อไป Shinagawa ต่อด้วยรถไฟชินคันเซ็น Shin-Osaka ต่อไป Osaka สุดปลายทาง Temma

ถึที่พัก โรงแรมไดกิ (ห้อง Triple) ราคาห้องพัก 3,500 บาท เป็นห้องพักเป็นญี่ปุ่นพักห้องละ 3 คนมีห้องน้ำในตัว มีตู้เย็น ห้องน้ำ แยกกับห้องอาบน้ำ มีโซฟา โต๊ะหนึ่งตัว เบาะรองนั่ง

เก็บข้าวของเสร็จได้เวลาเที่ยวกันแล้ว จุดหมายปลายทางแรก สถานี Inari

สถานที่ที่แรก คือ ศาลเจ้าฟุชิมิอินาริ

สถานที่ที่สอง คือ วัดคิโยมิสึ (วัดน้ำใส) ซึ่งสามารถขึ้นรถเมล์สาย 100 จากสถานี Kyoto

มีร้านค้าขายเครื่องรางบริเวณวัดให้เลือกซื้อกันด้วยครับ

เดินชมวัดกันต่อครับ

ดินทางกลับ Kyoto ถ่ายรูป Kyoto Tower

กลับมายังโอซาก้า เพื่อเดิน ช๊อปปิ้งย่าน Tenjinbashisuji Shotengai

เดินทางวันที่ห้า

แผนการเดินทางวันที่ห้า คือ เที่ยวโอซาก้าด้วยบัตร Osaka Unlimited One Day Pass 2,000 เยน เที่ยว Floating Garden, Osaka Aquarium Kaiyukan, ล่องเรือ Cruise Ship Santa Maria, ปราสาทโอซาก้า, Natural Open-spring Spa Suminoe,ร้านอาหารปูยักษ์ ย่านโดทงโบริเป็นที่สุดท้ายครับ

สถานที่แรกวันนี้ คือ Floating Garden โดยการลงสถานี Osaka (JR)

เดินตามแยกมุมตึกเดินตามเส้นแดงในแผนที่ บรรยากาศตามรูปด้านล่าง

ในที่สุดก้อถึงแล้วครับ Floating Garden ครับ ตัวตึกเปิด 10 โมงเช้า แต่สามารถถ่ายรูปสวนด้านล่างได้ก่อนครับ

ทางขึ้นอยู่ด้านหลังตึกแฝดตึกแรกหากมาจากอุโมงลอด เป็นบันไดเลื่อนขึ้นมาชั้นสาม เดินไปตามทาง

ขึ้นลิฟต์มาที่ความสูง 173 เมตร เดินตามป้ายเลย…

ดินขึ้นบันไดเลื่อนมาอีกจะเห็นวิวบนสุดของตึกแล้วครับ

ลงมาด้านล่างจะเจอร้านขายของที่ระลึก พร้อมทั้งมุมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกมากมายครับ

ถานที่ต่อไปคือ Osaka Aquarium Kaiyukan โดยการลงสถานี Osakako

เดินจากสถานีมาไม่ไกลมากครับ

ที่นี่เป็นที่เดียวที่ต้องเสียค่าเข้าชม 2,000 เยน แต่เนื่องจากได้ซื้อ Osaka Unlimited One Day Pass 2,000 เยน สามารถเอามาใช้เป็นส่วนลดได้ 100 เยนครับ

พอเดิน Aquarium เสร็จเดินลงมา ล่องเรือ Cruise Ship Santa Maria บริเวณใกล้เคียงกัน ซึ่งเรือดังกล่าว ออกทุก 1 ชั่วโมง ใช้เวลาร่องเรือชมอ่าวโอซาก้าประมาณ 25-30 นาที ได้ครับ

หลังจากร่องเรือเสร็จแล้ว เริ่มเย็นกันแล้ว ไปสถานที่ต่อไปกันเลย ปราสาทโอซาก้า ลงสถานีOsakajokoen เวลาปิดของตัวปราสาท 17.00 น. แต่จะปิดให้คนเดินเข้า 16.30 น. ส่วนสวนรอบปราสาทจะปิด 21.00 น. ซึ่งผมมาช้าไปหน่อยตัวปราสาทปิดไปแล้วเลยได้แค่ถ่ายรูปสวนและปราสาทด้านนอกมาให้ชมเท่านั้นครับ

สถานที่ต่อไป อาจถูกใจใครหลายๆคน รวมทั้งผมด้วย Natural Open-spring Spa Suminoe ตั้งอยู่สถานี Suminoekoen หาไม่ยากครับ จากสถานีเดินตามถนนจะเจอตึกสีเหลือง และซุ้มทางเข้า เดินเข้ามาจะเห็นทางเข้าอยู่ทางซ้ายมือเลยครับ

มีที่ลอคกระเป๋าหน้าทางเข้า ผมว่าไม่จำเป็นไปเก็บข้างในสะดวกกว่าครับ

ทีนี้มากล่าวถึงวิธีเข้าปฏิบัติตัวในการแช่ออนเซ็นที่นี่กันครับ

  • ทุกท่านต้องถอดรองเท้า บริเวณทางเข้าฝากไว้ในตู้ลอคเกอร์โดยใช้เหรียญ 100 เยน แลกกับกุญแจลอคเกอร์ ซึ่งจะได้คืนหากมาไขตอนกลับแล้วเท่านั้นครับ
  • หลังจากถอดรองเท้าแล้วไปที่หน้าเคาร์เตอร์ เช่าผ้าขนหนูผืนเล็กกับผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ 200 เยน
  • เค้าจะอธิบายกติกาการใช้ เช่น ห้ามใช้มือถือ ห้ามถ่ายภาพ ห้ามให้ผ้าทั้งผืนเล็กและใหญ่จุ่มในน้ำ เวลาเปิดปิดที่นี่ เปิด 10.00 ปิด 01.00 น. ค่าบริการฟรี เพราะมี Osaka Unlimited One Day Pass ถ้าไม่ได้ซื้อ Osaka Unlimited One Day  วันธรรมดา 600 เยน เสาร์อาทิตย์ 700 เยน
  • หลังจากอธิบายกติกามารยาทแล้ว จะมีทางเข้าสู่การแช่ออนเซ็น ซึ่งที่นี่จะแยกชายหญิงครับ เดินเข้ามาจะเจอตู้ลอคเกอร์เก็บสัมภาระ เสื้อผ้า กางเกงชั้น ของทุกอย่าง ผ้าขนหนูผืนใหญ่ รวมทั้งกุญแจที่เก็บรองเท้าด้านหน้าด้วย เพราะข้างในจะหล่นหายได้ง่ายครับ ควรหยิบแค่ผ้าขนหนูผืนเล็กไปเท่านั้น
  • แรกๆ ก่อนอื่นจะรู้สึกเขินอายในการเดินบ้าง จากนั้นจะเริ่มชินครับ เดินเข้าไปข้างในเลยครับ อาบน้ำล้างตัวกันก่อน มีที่นั่ง สบู่ แชมพู ยาสระผมครบ
  • ล้างตัวเสร็จแล้ว ถึงเวลาลงอ่างของจริง มีทั้งอ่างแบบนวด และอ่างแช่แบบชิวๆ ตามสะดวกครับ

– การแช่ออนเซ็น มีข้อแนะนำไม่ควรแช่เกินครั้งละ 15 นาทีติดต่อกันนะครับ

หลังจากแช่เสร็จแล้ว ประมาณ 10 นาที ในบ่อนวด กับ 10 นาที ในบ่อชิวๆ สบายตัวมากครับ พร้อมเดินทางไปร้านอาหารปูยักษ์ ย่านโดทงโบริ ที่ สถานี Namba กันแล้ว ^_^

อิ่มหนำสำราญกันแล้ว ได้เวลากลับที่พักแล้วครับ วันนี้คุ้มมากกับ 2,000 เยน อิ่มกายสบายตัว ^__^

เดินทางวันที่หก

แผนการเดินทางวันนี้ คือเดินทางจากโอซาก้าไปนาริตะ เพื่อไปที่พัก แล้วเก็บของตะลุยเที่ยวเก็บตกโตเกียว ตอนแรกวางแผนจะเที่ยวต่อย่าน Shinjuku แต่หลานชายอยากไปดูรถที่ไปดูวันแรกไม่เต็มที่ เลยเปลี่ยนแผนเดินทางไป Megaweb Showcase ครับ

การเดินทางเริ่มต้น จากโอซาก้าไปนาริตะ กลับมาที่พัก โรงแรมนาริตตะ ยู-ซิตี้ โดยมาลงสถานี Narita

ก่อนอื่นวันนี้ต้องตามตารางรถไฟต้องถึงที่พักเกือบบ่ายโมง เลยต้องหาอะไรรองท้องระหว่างเดินทาง สุดท้ายก็ไม่พ้นเบนโต๊ะที่คุ้นตา ^_^

หลังจากการเดินทางแสนเหน็ดเหนื่อย สุดท้ายก็ถึงแล้วครับ สถานี นาริตะ

เดินออกจากสถานีมาทางซ้ายจะเห็นตึกโรงแรมชัดเจน หาไม่ยากครับ

ที่พัก โรงแรมนาริตตะ ยู-ซิตี้ ห้องพักดูไม่คับแคบเท่าสามคืนแรกที่โตเกียว เครื่องไฟฟ้าครบ มีอ่างอาบน้ำ แค่นี้ก็เกินพอแล้วครับ ห้องพัก Semi-Double ราคา 2,500 บาทต่อคืนต่อห้อง

เก็บของกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เตรียมเดินทางไป Megaweb Showcase ครับ

วันนี้ผมเลือกเดินดูเทคโนโลยีรถยนต์ที่ Megaweb Showcase ที่เดียวครับ

แถมภายในมีเกมส์จำลองการขับรถให้ลองเล่นด้วยครับ มันส์ใช้ได้เลย ต้องลองไปเล่นดูครับ

เดินทางวันที่เจ็ดวันสุดท้าย

แผนการเดินทางวันที่เจ็ด คือ เดินทางมาชิวๆ รอบๆ นาริตะโดยนั่งรถโดยสารประจำทาง ไป Aeon แล้วกลับมาที่พัก จากนั้นก็นั่งรถ Shuttle Bus ของโรงแรมรอบ 14.30 ไปสนามบินนาริตะ Terminal 1 เพื่อบินสู่กลับประเทศไทย โดยสวัสดิภาพครับ

เริ่มกันเดินชมวิวเมืองนาริตะกันครับ

รอรถรับส่งห้างอิออนซักพัก รถก็มาครับ ส่วนตารางเดินรถรายละเอียดตามด้านล่างเลยครับ

บรรยากาศด้านนอกครับ

ในที่สุดก็ถึงห้าง Aeon แล้วครับ ถึงเวลาละลายทรัพย์เดินชอปปิ้งกันตามอัธยาศัย

ซึ่งการขอ Tax refund ตอนผมไป ผมขอทุกร้านนะครับ แต่หลักๆ จะเป็นร้านค้าที่ให้ การยกเว้นภาษี เป็น ห้างสรรพสินค้าใหญ่ และร้านค้าที่มีฟรีภาษีฟรีบนหน้าร้าน ร้านค้าขนาดเล็กจำนวนมากไม่ค่อยอนุญาตให้ tax refund ดังนั้นควรถามแต่ละร้านก่อนครับ

นอกจากนี้คุณ ควรทราบว่า แม้ในห้างสรรพสินค้าใหญ่, ร้านอาหารใหญ่ๆ จะไม่ได้รับการ ยกเว้น Tax refund หากไม่ซื้อของ รวม 10,001 ¥ ต่อ 1 ใบเสร็จ หรือ ซื้อ 2 ใบเสร็จในร้านเดียว แต่มูลค่ารวมกันเกินอย่างน้อย 10,001 ¥ ดังนั้นจึง มีสิทธิได้รับ การยกเว้นภาษี

จำนวนเงินที่ ได้รับการยกเว้น ภาษี เป็นจำนวนเงิน 5% ของมูลค่าใบเสร็จ วิธีการที่ ได้รับการยกเว้น ภาษี มีดังนี้
(1) หัก 5 % ในช่วงเวลาของการซื้อ ( สำหรับแต่ละรวมใบเสร็จที่เท่ากับ 10,001 หรือมากกว่า)
(2) หลังจากการซื้อ, การใช้ใบเสร็จรับเงินทั้งหมดที่จะได้รับการยกเว้นภาษี แล้้วไปที่เคาน์เตอร์รับ Tax refund ในแต่ละห้าง ซึ่งห้าง Aeon มีครับ

พอเที่ยวเสร็จแล้ว ทันเวลาแบบเฉี่ยวฉิวครับ ขึ้นรถไปสนามบินทันเวลาครับ

อ้างอิงข้อมูล http://www.jnto.go.jp/eng/attractions/shopping/05.html

สุดท้ายต้องเดินทางกลับประเทศไทย โดยสายการบิน Delta Airline Flight DL283 กลับถึงเมืองไทย 23.30 น. ตรงเวลามากครับ ยังไงเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองผมจะเขียนจนเหนื่อยเลย ยังไงต้องขอจบทริปนี้เพียงเท่านี้ครับ

ส่วนรอบหน้าไปเที่ยวไหนต่อ รอติดตามชมกันนะครับ ^^

Facebook : https://www.facebook.com/TeawMuNDotCom
Website : www.teawmun.com

หน้าแรกเว็บ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.