เที่ยวโฮจิมินห์ชิตี้ มุยเน่ ดาลัค ปากเซ ด้วยตัวเอง

เที่ยวโฮจิมินต์ชิตี้ มุยเน่ ดาลัค ปากเซ ด้วยตัวเอง

วางแผนการเดินทาง

แผนการเดินทางรอบนี้ เกิดมาจากที่ผมอยากเวียดนามมาตั้งนานแล้ว นั่งเปิดอ่านเรื่องที่เที่ยวเวียดนามบ้าง ซื้อหนังสือมาอ่านบ้าง สุดท้ายแล้วจะอ่านมากซักเท่าไหร่ สุดท้ายก็ไม่สู้เท่ากับไปเห็นด้วยตัวเองครับ

การเดินทางไปเวียดนาม ควรแลกเงิน VND ก่อนเดินทางจะดีมากครับ วิธีที่แนะนำคือให้เอาเงินบาทไทยแลกเป็นสกุล USD ไปก่อนแล้วค่อยเอาไปแลกเป็นสกุล VND ที่เวียดนามอีกทีครับ จะได้อัตราแลกเปลี่ยนดีกว่าค่าเงินไทยครับ หรือสามารถไปกดจากตู้เอทีเอ็มที่เวียดนามได้ครับ เสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 60,000 Dong

ท่านใดต้องการแลกเปลี่ยนในประเทศไทย ซึ่งหากท่านสะดวกแลกเงิน แนะนำ Superrich เลยครับ  จะได้อัตราการแลกเปลี่ยนที่ดีทีสุด แต่ท่านใดไม่สะดวกไปแลกที่ดังกล่าว สนามบินสุวรรณภูมิก็มีให้แลกครับ อัตราจะอยู่ประมาณ 1 USD = 20,000 Dong หรือ 1 บาท = 635 Dong หรือถ้าจะคิดเงิน VND เป็นเงินไทยง่ายๆ คือ ตัดเลขศูนย์สามตัวท้ายออกแล้วคูณด้วย 1.5 บาทครับ เช่น 10000 VND = 10×1.5 = 15 บาทครับ

การเดินทางวันแรก

การเดินทางครั้งนี้ใช้บริการด้วยสายการบิน แอร์เอเชีย ด้วยเที่ยวบิน FD2790 จากสนามบินดอนเมือง เวลา 07.45 น. ถึงสนามบินโฮจิมินต์ชิตี้ เวลา 09:15 น.

พอถึงสนามบินดอนเมือง จากการทำการบ้านมาสามารถเดินทางเข้าสู่ ตัวเมืองโฮจิมินต์ ด้วยรถโดยสารประจำทาง สาย 152 จากสนามบิน ถึง ฟาร์มงูเหลา ด้วยราคาค่าตั๋ว 5000 ดอง ครับ

เดินทางถึง ฟาร์มงูเหลา แล้ว จัดการจองทัวร์ที่ เวียดซี เพื่อจองรถนอนไปมุยเน่ในการเดินทางวันที่สอง ค่ารถสำหรับเที่ยวมุยเน่ และค่ารถจากมุยเน่ไปดาลัดในการเดินทางวันที่สาม รวม 3 รายการ ทั้งหมด 33 USD ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก จะคุ้มค่ายังไงตามอ่านกันต่อนะครับ

หลังจากจองตั๋วเรียบร้อยกันแล้ว เดินทางเข้า ที่พัก โรงแรมลวนวู (Luan Vu Hotel) ค่าห้องพัก รวมอาหารเช้า 670 บาท

35/2 Bui Vien Street, เขต 4 พาม หงู เหลา/เธ บาโล, โฮจิมินห์ซิตี้, เวียดนาม 70000 (ดูแผนที่)

เดินทางเก็บของที่พักกันแล้ว มื้อแรก กินข้าวรองท้อง ด้วยเฝอไก่ รสชาติอร่อยเลยครับ

อิ่มท้องกันแล้ว ได้เวลาเที่ยวกันต่อครับ โดยนั่งรถเมล์สาย 4 ที่ตลาดเบนทัน จุดหมายปลายทางแรก คือ โบสถ์นอร์ทเธอดาม ตั้งอยู่บริเวณกลางเมือง บนถนน Han Thuyen ได้รับการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2420 ใช้ระยะเวลาการสร้าง 6 ปี โบสถ์นี้ไม่มีการประดับด้วยกระจกสีเหมือนโบสถ์คริสต์ที่อื่น เพราะได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับโบสถ์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งใน เวียตนาม โดยในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากมาย ลักษณะของตัวโบสถ์เป็นรูปแบบของสมัยอาณานิคม มีหอคอยคู่สี่เหลี่ยมอยู่ด้านบนสูง 40 เมตร เป็นเอกลักษณ์ที่งดงามของโบสถ์แห่งนี้ ด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นขนาดใหญ่สีขาวเด่นเป็นสง่าของพระแม่มารี นักท่องเที่ยวนิยมเข้ามาชมกันมาก เพราะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ร่วม อันหมายถึงการเข้ามาของตะวันตก และเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของโฮจิมินห์

จุดหมายที่สอง คือ ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ใกล้กับโบสถ์นอร์ทเธอดาม ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2439 เสร็จในปี พ.ศ. 2444 มีการออกแบบและก่อสร้างในสไตล์ฝรั่งเศสและได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างงดงาม ด้วยกระจกสี เป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียตนาม มีความโอ่โถงและอ่อนช้อยทว่ามั่นคง จนทำให้นักออกแบบมากมายต้องมาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งอาคาร แห่งนี้ ภายในตัวอาคารมีการระดับภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และภาพของอดีตผู้นำประเทศโฮจิมินห์

เดินออกจาก ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ เพื่อไปจุดหมายที่สามคือ ทำเนียบของอดีตประธานาธิบดี ปัจจุบันเรียกกันว่าทองยัด และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ด้วย อาคารทันสมัยหลังใหญ่นี้รายรอบด้วยสวนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นทำเนียบของผู้ว่าการชาวฝรั่งเศสที่เรียกว่า ทำเนียบนโรดม (Norodom Palace) ซึ่งมีอายุย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ. 2411 หลังจากที่ข้อตกลงเจนีวานำจุดจบมาสู่การยึดครองของฝรั่งเศส โงดินห์เดียม ประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ได้พำนักอยู่ในทำเนียบแห่งนี้

ในปี พ.ศ. 2506 ทำเนียบนี้ถูกทิ้งระเบิดโดยทหารอากาศเวียตนาใต้และได้มีการสร้างอาคารใหม่ที่รู้จักกันในชื่อ ทำเนียบอิสรภาพ (Independence Palace) ขึ้นแทนที่โครงสร้างเก่าถูกทำลาย อาคารปัจจุบันออกแบบโดยโงเวียดทู (Ngo Viet Thu) สถาปนิคชาวเวียตนามผู้สำเร็จการศึกษาจากฝรั่งเศส และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2509 ก่อนจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 เมื่อกองกำลังคอมมิวนิสต์ได้เคลื่อนขบวนรถถังเข้าชนประตูเหล็กด้านหน้าของทำเนียบและโค่นรัฐบาลเวียตนามใต้ลง

ทุกวันที่ทำเนียบเดิมถูกเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมได้ โดยทุกสิ่งทุกอย่างถูกทิ้งไว้ให้เสมือนสภาพเดิมในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2509 โดยชั้นล่างเป็นห้องจัดเลี้ยง ห้องโถงใหญ่ซึ่งรัฐบาลเวียตนามใต้ประกาศยอมแพ้และห้องเล็กถูกใช้สำหรับการบรรยายสรุปประจำวันทางทหาร ในระหว่างช่วงก่อนที่รัฐบาลเวียตนามใต้จะถูกโค่น

ชั้นที่สองเป็นห้องรับรองของประธานาธิบดีตรันวันเฮือง และห้องรับรองของประธานาธิบดีเทียว ซึ่งเพียบพร้อมด้วยห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร และห้องสวดมนต์แบบคาทอลิค ชั้นสามเป็นห้องรับรองของภริยาประธานาธิบดี และชั้นที่สี่เป็นห้องฉายภาพยนตร์ส่วนตัวและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งจากที่นี่จะสมารถเห็นทิวทัศน์อันงดงามของถนนเลหย่วน (Le Duan Boulevard) ได้เป็นอย่างดี

ด้านหลังทำเนียบเป็นสาธารณะกงเวียดวันฮวา (Cong Vien Van Hoa) ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวร่มรื่นสบายตา ด้านหน้าถนนเลหย่วน ถูกกั้นไว้ด้วยสวนสาธารณะใหญ่แห่งหนึ่งที่ร่มครึ้มด้วยไม้ใหญ่ บริเวณด้านหนึ่งใกล้กับถนนไทวันลุง (Thai Van Lung) สำนักงานของโครงการอพยพอย่างมีระเบียบของอเมริกัน (American Orderly Departure Program) ซึ่งตั้งอยู่ในปี พ.ศ. 2523 เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กลูกครึ่งอเมริกัน-เอเชีย และผู้ลี้ภัยทางการเมืองอยู่บริเวณใกล้ๆ นั้น

จุดหมายที่สี่ คือ พิพิธภัณฑ์สงคราม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) โดยในตอนแรกใช้ชื่อว่า The House for Displaying War Crimes of American Imperialism and the Puppet Government of South Vietnam

ต่อมาก็เปลี่ยนชื่ออีกหลายครั้ง เช่น Museum of American War Crimes แล้วก็เป็น War Crimes Museum จนกระทั่งเวียดนามเจริญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ก็เลยเปลี่ยนชื่อพิพิธภัณฑ์ใหม่เป็น War Remnants Museum

จุดหมายสุดท้ายของวันนี้ คือ จัตุรัสโฮจิมินห์ ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ จุดนี้จะมีรูปปั้นของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ กับเด็กๆ ด้านหลังเป็นศาลาว่าการเมือง ซึ่งดูแปลกตาในสไตล์ฝรั่งเศส

ถ้ามองจากตรงนี้สามารถมองให้เห็นถึงความจอแจของเมืองใหญ่ เพราะที่นี่นอกจากจะเป็นศูนย์กลางของเมืองแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางของการค้าอีกด้วย คล้ายกับสีลมของเมืองไทย แต่รถไม่ติดเพราะที่เมืองนี้มีรถยนต์น้อย มีรถมอเตอร์ไซด์มากกว่า เวลาข้ามถนนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

หลังจากเดินทางเที่ยวกันจนเหนื่อยแล้ว เดินทางกลับ ที่พัก โรงแรมลวนวู (Luan Vu Hotel) พักผ่อนเพื่อเตรียมเดินทางไปมุยเน่ในการเดินทางวันที่สองครับ

การเดินทางวันที่สอง

ตื่นเช้าเวลา 08.00 น. เพื่อเตรียมการเดินทางไปมุยเน่ ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง ถึงมุยเน่ 12.00 น.

เดินทางถึงมุยเน่กันแล้ว กองทัพต้องเดินด้วยท้อง กินข้าวก่อนออกเดินทางเที่ยวกันต่อครับ

การเดินทางเที่ยวมุยเน่วันนี้ ได้รถจิ๊ปนำเที่ยวมุยเน่ Fairy Stream(A) , Fisherman Village(B), Red Sand Dunes(C), White Sand Dunes(D)

เริ่มต้นเที่ยวจุดหมายปลายทางแรก คือ Fairy Stream บรรยากาศสวยแค่ไหน ขอบรรยายจากภาพเอานะครับ

รถจิ๊ปขากลับขับผ่าน Fisherman Village(B) เป็นหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้มีเรือจอดหลบคลื่นลมมากมาย

จุดหมายต่อไป คือ Red Sand Dunes ทะเลทรายสีแดง อันแสนกว้างของมุยเน่

และจุดหมายปลายทางสุดท้ายของวันนี้ และเป็นจุดหมายหลักด้วย คือ White Sand Dunes ทะเลทรายขาว อยู่ห่างจาก Mui Ne ประมาณ 45 ก.ม. ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง

รอบๆ Sand Dune ยังมีทะเลสาบถึง 3 แห่ง คือ Bau Ong (ทะเลสาบสุภาพบุรุษ) Bau Ba (ทะเลสาบสุภาพสตรี) และ Bau Xoai (ทะเลสาบมะม่วง)  โดยบริเวณทะเลสาบจะเต็มไปด้วยบัว บางครั้งนักท่องเที่ยวจึงเรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่า Lotus Lake หรือ ทะเลสาบดอกบัว

White Sand Dunes เป็นเนินทรายที่มีขนาดใหญ่กว่า Red Sand Dunes  มีพื้นที่ประมาณ 5 ตารางกิโลเมตร

สำหรับเวลาที่เหมาะแก่การไปเยี่ยมเยือน White Sand Dunes เพื่อชม Landscape ที่สวยงามแห่งนี้ คือ ยามพระอาทิตย์ขึ้น (5:30 am – 6:30 am)และพระอาทิตย์ตก (5:00 pm – 6:00 pm)

หลังจากเที่ยวกันเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ได้เวลาเติมพลังกันแล้ว สำหรับมื้อเย็นวันนี้ เลือกกินอาหารที่ Fisherman Village

นอกจากเป็นที่จอดเรือแล้ว ยังมีร้านอาหารทะเลสด อร่อยๆ ได้จากที่นี่

กินอิ่มหนำสำราญกันแล้ว ได้เวลาเข้า ที่พัก Nathalie’s Nhan Hoa Resort

Km 15 Mui Ne Road, 128 Nguyen Dinh Chieu, Mui Ne, ฟานเถียต, เวียดนาม

บรรยากาศริมหาดชายยามค่ำคืน

การเดินทางวันที่สาม

ตื่นเช้ามาเดินชมบรรยากาศริมหาดชายยามรุ่งเช้า ที่พัก Nathalie’s Nhan Hoa Resort สวยงามจริงๆครับ

หลังจากเดินเีที่ยวกันเสร็จแล้ว รองท้องด้วยอาหารเช้ากันก่อน

โปรแกรมสำหรับเช้านี้ต้องทำ การเดินทางไปดาลัด ซึ่งรอบนี้ได้จองรวมมาเป็นแพจเกจตั้งแต่การเดินทางวันแรกแล้ว คุ้มค่าจริงๆ กับเงิน 33 USD

ถึงดาลัค ประมาณเที่ยงได้ครับ ก่อนอื่นต้องเดินหาที่พัก คูย์อันเกสต์เฮาส์ (Quynh Anh Guest House) กันก่อน

38 Nguyen Chi Thanh Street, ดาลัต ซิตี้ เซ็นเตอร์, ดาลัด, เวียดนาม (ดูแผนที่)

เก็บข้าวของกันแล้ว ได้เวลาเติมพลังที่ร้านอาหาร Nha Hang อยู่ตรงข้าม โรงแรมทิวลิป (Tulip Hotel) ด้วยเฝอ รสชาติอร่อยดี

ด้านข้างร้านมีร้านเบเกอรี่ แต่ถ้ากินอีกคงไม่ไหว รอกลับมากินตอนเย็นน่าจะดีกว่า ^_^

อิ่มก่อนจะเที่ยวกัน ผมเอาแผนที่ดาลัดมาฝากกันก่อนนะครับ

เนื่องด้วยช่วงที่ไปเที่ยวดาลัดมีงาน Dalat Flower Festival 2013 ระหว่างวันที่ 27-31 ธันวาคม 2013 เลยเดินเที่ยวใกล้ๆกันก่อนครับ

เริ่มต้นเดินชมดอกไม้รอบริมน้ำก่อนครับ

เดินไปเรื่อยๆ จนถึง Crazy House เป็นบ้านที่มีสถาปัตยกรรมแปลกๆ บ้านประหลาดหลังนี้เป็นของมาดาม Hang Nga ลูกสาวของอดีตรองประธานาธิบดีโฮจิมินห์ที่ยิ่งสร้างก็ยิ่งแปลกไปเรื่อยๆ

หลังจากเที่ยวกันเสร็จแล้ว กลับมากินข้าว ร้านอาหาร Nha Hang ด้วยเฝอใส่ทุกอย่าง

ตบท้ายด้วยของหวานกลับมากินที่ห้องพัก ซาลาเปาไส้ไข่เค็ม ขาไก่ ขนมเปี๊ยเผือก ไอเดียชอบขาไก่สุดและ เป็นไก่หมักยัดไปในขนมปังรูปขาไก่ ส่วนที่อร่อยสุดน่าจะเป็นซาลาเปาไส้ไข่เค็มครับ

หลังจากกินเสร็จแล้ว จัดการจองทริปเที่ยวแบบ 1 วัน สุดฮิตรอบดาลัด ราคา 190,000 ดอง ประกอบด้วย พระราชวังฤดูร้อนเบาได๋, โบสถ์คริสต์สีชมพู, โบสถ์คริสต์สีชมพูวัดตั๊กลัมน้ำตกดาลันตาหุบเขาแห่งความรัก (Love Valley) และ XQ Museum

การเดินทางวันที่สี่

การเดินทางวันนี้จองแพจเกจเที่ยวดาลัดทั้งวันแล้ว มาเริ่มต้นเดินทางกันเลยครับ

จุดหมายปลายแรก คือ พระราชวังฤดูร้อนเบาได๋พระราชวังฤดูร้อนแห่งเมืองดาลัตของจักรพรรดิเบาได๋จึงได้รับการออกแบบและปลูกสร้างอยู่ท่ามกลางสวนสวยแบบตะวันตก โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2476 ภายในมีห้องส่วนพระองค์ของจักรพรรดิเบาได๋และครอบครัว มีห้องรับแขก ห้องประชุม และห้องทรงงาน ฯลฯ ห้องส่วนพระองค์ต่างๆ จะใช้สีของผนังและเครื่องเรือนแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน เช่น ห้องพระราชโอรสเป็นโทนสีฟ้า ห้องพระราชธิดาเป็นโทนสีชมพู

เบาได๋ เป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์เหงวียน และเป็นจักรพรรดิพระองค์สุดท้าย ก่อนที่เวียดนามจะเปลี่ยนเข้าสู่การปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ อันมีโฮจิมินห์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกในปี พ.ศ. 2488

ก่อนหน้านั้นขึ้นไปราว 70 ปี หรือตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย เวียดนามได้ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมาจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สิ่งสำคัญที่ฝรั่งเศสได้ทิ้งรอยไว้ในเวียดนามก็คือระบบการศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนสถาปัตยกรรมต่างๆ ซึ่งคงเป็นที่ชื่นชมกันอย่างกว้างขวางในภูมิภาคใกล้เคียงด้วย อย่างเช่นสมัยหนึ่งผู้ดีเมืองไทยก็นิยมส่งลูกหลานไปอยู่โรงเรียนประจำของฝรั่งเศสที่ดาลัตเพื่อปูทางก่อนส่งต่อไปยังมหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสที่อุปถัมภ์ดูแลระบอบกษัตริย์ของเวียดนามได้สร้างเมืองดาลัตให้เป็นที่หย่อนใจแบบที่เรียกกันว่า “Hill Station” เช่นเดียวกับที่ชาติตะวันตกทั้งหลายได้กระทำกับหลายๆ เมืองอาณานิคมในปกครอง

ในปี พ.ศ. 2518 จักรพรรดิเบาได๋ เสด็จออกไปพำนักถาวรยังประเทศฝรั่งเศสตามเงื่อนไขทางการเมือง พระราชวังแห่งนี้จึงกลายเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ และเลื่อนเลยมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนวพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน

ยุคสมัยของจักรพรรดิเบาได๋ร่วมสมัยอยู่กับรัชกาลที่ 7 ของไทย สถาปัตยกรรมและเครื่องเรือนต่างๆ จึงดูคล้ายกับหลายๆ แห่งที่พบเจอในเมืองไทย แม้แต่รูปแบบของตัวอาคารก็ดูคล้ายกับตึกแถวริมถนนราชดำเนินกลางที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเช่นกัน

จุดปลายที่สอง คือ โบสถ์คริสต์สีชมพู ตั้งอยู่ใจกลางเมืองดานัง ติดกับถนนตรันฝู เยื้องกับโรงแรมแบมบูกรีน

จุดเริ่มต้นของศาสนาคริสต์ในประเทศเวียดนาม เริ่มจากมิชชันนารีตะวันตกพวกแรกได้เดินทางเข้ามาทางอ่าวตังเกี๋ยทางภาคเหนือของเวียดนามในปี พ.ศ. 2076 และเผยแผ่เข้าสู่เวียดนามกลางอย่างถาวรเมื่อปี พ.ศ. 2158 โดยคณะมิชชันนารีโปรตุเกสโบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2466 สมัยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

จุดเด่นของโบสถ์ดานังแห่งนี้คือตึกสไตล์กอทิธสีชมพู ที่สร้างขึ้นให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของดานัง ภายนอกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยลวดลายอันประณีต ถัดเข้าด้านในเป็นห้องโถงอันกว้างขวาง ตกแต่งด้วยกระจกสีสันสวยงาม

ชาวเมืองจะเดินทางมาที่โบสถ์แห่งนี้ในตอนเช้าและตอนเย็นของทุกวัน โดยเฉพาะวันอาทิตย์จะคลาคล่ำไปด้วยจักรยานยนตร์ของชาวเมืองที่เดินทางมาเข้าโบสถ์ นับเป็นศูนย์รวมของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่เหนียวแน่นอีกแห่งหนึ่งของเวียดนาม

จุดหมายปลายทางที่สาม คือ นั่งกระเช้าไฟฟ้า ซึ่งตั้งอยู่เหนือทะเลสาบ Tuyen Lam Lake โดยเราจะต้องไปขึ้นที่สถานีต้นทางซึ่งตั้งอยู่บน Robin Hill

รถกระเช้าไฟฟ้าหรือเคเบิ้ลคาร์นี้ มีความยาวทั้งสิ้น 2,300 เมตรค่ะ และก็มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1,650 เมตร ใช้เวลาเดินทางตามสายเคเบิ้ลประมาณ 15 นาที

สนนราคาค่านั่งรถกระเช้าไฟฟ้า ผู้ใหญ่ ราคาประมาณ 8๐ บาท ส่วนเด็ก ราคาประมาณ 5๐ บาท

นั่งมาถึงปลายทางอีกด้านหนึ่ง เป็นจุดหมายปลายที่สี่ คือ วัดตั๊กลัม วัดพุทธในนิกายเซน (ZEN) แบบญี่ปุ่น มหายาน

ภายในบริเวณวัดนอกจากจะมีสิ่งก่อสร้างที่สวยงาม สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว

ยังมีการจัดทัศนียภาพโดยรอบด้วยสวนดอกไม้ที่ผลิดอกบานสะพรั่ง มองลงไปก็จะเห็นทะเลสาบสวรรค์ หรือ Paradise Lake

จุดหมายปลายทางที่ห้า คือ น้ำตกดาลันตา ห่างจากตัวเมืองดาลัดไปทางทิศใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร

ความพิเศษของการไปเที่ยวชมน้ำตกคือการจะได้นั่งรถรางมหาสนุกไปตามรางเพื่อลงไปชมความงามของน้ำตก

ค่าบริการไปกลับก็ 40000 ดอง

รถราง(Roller Coaster) นั้นถือว่าเป็นไฮไลต์อย่างนึงของที่นี่ฮ่ะ หน้าตามันเหมือนรถไฟเหาะไม่ตีลังกาบ้านเรานี่แหละ คือมันจะมีตัวรถที่วิ่งไปตามราง โดยจะมีคันบังคับให้เราสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นเบรค ด้านหนึ่งเป็นคันเร่ง

เมื่อนั่งแล้ว รถรางก็จะไหลตาม ๆ กันลงไปสู่ตัวน้ำตก ผ่านทิวเขา และดงไม้ คดเคี้ยวลงไปสู่เบื้องล่าง

ที่มา : http://triptookjai.blogspot.com/2013/01/11.html

จุดหมายปลายทางที่หก คือ หุบเขาแห่งความรัก (Love Valley) อยู่ทางทิศเหนือของทะเลสาบซวนฮวาง (Xuan Huong Lake) ประมาณ 5 กิโลเมตร ชาวเวียดนามเรียกหุบเขาแห่งความรักว่า “ทุงหลุงติงห์เอียว (Thung Lung Tinh Yen) มีลักษณะเป็นหุบเขาซึ่งมีทะเลสาบอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยเนินเขาเตี้ยๆ ที่ปกคลุมด้วยไม้สน

ตั้งแต่จุดจอดรถลงไปมีดอกไม้และมุมถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพ ในทะเลสาบเบื้องล่างหุบเขามีบริการเรือจักรยานน้ำ และเรือนั่งเที่ยว ริมทะเลสาบมีบริการขี่ม้าเที่ยว และมีร้านขายของที่ระลึกริมทะเลสาบฝั่ง

จุดหมายปลายทางสุดท้าย คือ XQ Museum เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงภาพที่เย็บปักมือด้วยไหมมากมาย ซึ่งคนเวียดนามจะซื้อฝากเป็นของขวัญที่มีค่าสำหรับคนเวียตนาม

 

ภาพถ่ายภายในพิพิธภัณฑ์

หลังจากเที่ยวเสร็จแล้ว เดินทางกลับ ที่พัก คูย์อันเกสต์เฮาส์ (Quynh Anh Guest House) พอกลับที่พัก อาบน้ำอาบท่าเสร็จแล้ว เดินทางเที่ยวกลางคืนเมืองดาลัดก่อนซักหน่อยครับ

เที่ยวกันเสร็จแล้วกำลังเดินเข้าที่พัก ประจวบเหมาะกับเมืองดาลัด จุดดอกไม้ไฟฉลองเปิดงาน Dalat Flower Festival 2013 วันแรก จะอลังการแค่ไหนดูภาพบรรยากาศด้านล่างได้เลยครับ

การเดินทางวันที่ห้า

โปรแกรมการเดินทางวันนี้ คือ การเดินทางไปคอนตูม เพื่อเดินทางไปประเทศลาว ทางเมืองอัตตะปือ ซึ่งต้องออกจากที่พัก เวลา 05.00 น. โดยจะมีรถตู้มารับทางที่พักไปยัง สถานีขนส่งดาลัด เพื่อให้ทันรถรอบ 05.30 น. ซึ่งจริงๆแล้ว มีรอบ 05.30 09.30 และ 22.00 น. ซึ่งผมพลาดที่จะจองรอบ 22.00 ซึ่งเป็นรอบที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางต่อเนื่องที่สุด แต่ผมคิดว่านอนพักแล้วไปต่อตอนเช้าแล้วจะทัน จะไม่ทันครับ ส่วนจะเป็นยังไงตามอ่านกันต่อครับ

การเดินทางจากดาลัดไปคอนตูม ผ่านเมือง Buon Ma Thuot > Gia Lai > Kon Tum ใช้ระยะเวลา 12 ชั่วโมง โดยใช้บริการของรถบริษัท Tuan Anh : http://www.dalattrip.com/kon-tum-dalat-route/

เบอร์ติดต่อ (06) 33 823 870 ค่าตั๋วโดยสาร 270,000 ดอง เป็นตั๋วแบบนั่ง

ถึงเมืองคอนตูม ประมาณห้าโมงเย็น ซึ่งไม่มีรถต่อไปด่านชายแดนได้แล้ว จึงจำเป็นต้องพักที่พักบริเวณสถานีขนส่งคอนตูม แต่ก่อนอื่นหาข้าวเย็นกินกันก่อนครับ

สำหรับโรงแรมที่ใช้นอนพัำกแล้วเดินทางต่อไป คือโรงแรม NHA NGHI ราคาค่าห้อง 100,000 ดอง สภาพห้องเหมาะสมตามราคาสำหรับไว้นอนพักเท่านั้น

การเดินทางวันที่หก

การเดินทางวันนี้ คือการเดินทางเข้าสู่ประเทศลาว ทางเมืองอัตตะปือ แล้วสู่ปลายทางที่เมืองปากเซ และต้องตื่นเช้ามาึขึ้นรถ เลยถ่ายภาพบรรยากาศยามเช้าสำหรับชาวเมืองคอนตูมกันซักหน่อยครับ

ซึ่งการเดินทางไปใช้เวลาเดินทาง 9-10 ชั่วโมง ค่าตั๋วโดยสาร 380,000 ดอง รวมค่าอาหารเช้า ซึ่งคุ้มค่าทีเดียว
รถเป็นรถตู้ รอบ 08.00 น. รอบเดียวต่อวันเท่านั้นครับ

ใช้เวลาเดินทางจากคอนตูมไปด่านชายแดน ประมาณ 11.00 น. ซึ่งบรรยากาศระหว่างทาง วิวดีทีเดียวครับ

เสียค่าผ่านแดน จากประเทศเวียดนาม ถ้าจำไม่ผิดนะ ด่านประเทศเวียดนาม 50,000 ดอง ด่านประเทศลาว 20,000 กีบ หรือ 50,000 ดอง ซึ่งผมว่าจ่ายเป็นเงินดองเวียดนามคุ้มกว่าครับ

ผ่านด่านชายแดนเข้าสู่ประเทศลาวกันแล้ว แวะกินข้าวเวลา 13.00 น. ที่เมืองอัตตะปือ ซึ่งจากการที่ซื้อตั๋วรวมอาหารเรียบร้อย ทำให้มื้อนี้ไม่ต้องออกเลยครับ

อิ่มเสร็จแล้ว เดินทางกันต่อไปเมืองปากเซ ถึงปากเซ 17.00 น. ครับ

ซึ่งสำหรับที่พักปากเซ คืนนี้ ใช้บริการที่พัก โรงแรมสายลมเย็น โถงต้อนรับของโรงแรมไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป

Salakhiewdongjong Raod, Phonsavanh Village, ซิตี้เซ็นเตอร์, ปากเซ, ลาว (ดูแผนที่)

สภาพห้องพักภายในโรงแรม

อาหารที่สั่ง ที่ห้องอาหารของโรงแรม เป็นต้มยำทะเล กับปลานางทอด รสชาติอร่อยทีเดียวครับ

สำหรับอาหารมื้อค่ำ แนะนำให้ไปหา หม้อร้อน หรือจิ้มจุ่ม บริเวณร้านอาหารริมโขง บรรยากาศฟินมากครับ

การเดินทางวันที่เจ็ด (วันสุดท้าย)

การเดินทางวันสุดท้าย ขอนอนตื่นสายกันนิดนึง และเป็นที่น่าเสียดายที่ไม่ได้แวะอยู่ปากเซเลย ซึ่งท่านใดอยากอ่านทริปเที่ยวปากเซ แนะนำอ่านริวิว เที่ยวปากเซ ดอนโขง ด้วยตัวเอง และ เที่ยวอุบลราชธานี ปากเซ ด้วยตัวเอง 

หลังจากเก็บข้าวของกันแล้วเดินไปขึ้นรถตู้้ไปด่านชายแดนช่องเม็ก บริเวณวงเวียน ไม่ไกลจาก ที่พัก โรงแรมสายลมเย็น ค่าโดยสาร 100 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.20 ชม ครับ

ถึงด่านชายแดนแล้ว เสียค่าธรรมเนียมที่ด่านประเทศลาว 50 บาท เพื่อประทับตราออกจากประเทศลาว ส่วนประเทศไทยไม่เสียครับ

เดินข้ามมาประเทศไทยแล้ว ต่อรถจักรยานยนต์รับจ้าง 20 บาท ไปสถานีขนส่งช่องเม็ก

พอถึงสนามบินกลับกรุงเทพ ด้วย สายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินรอบ 17.50 น. ถึงกรุงเทพ 19.00 น. ครับ

สำหรับทริป เที่ยวโฮจิมินห์ชิตี้ มุยเน่ ดาลัค ปากเซ ด้วยตัวเอง เป็นทริปที่ประทับใจอีกทริปนึง สำหรับทริปสุดท้ายส่งท้ายปี 2556 ส่วนทริปต่อไปจะเดินทางไปไหนกันต่อ ติดตามชมเพิ่มเติมกันได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/TeawMuNDotCom/

หน้าแรกเว็บ