Menu

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

StatPress

Visits Online : 4 คน
Visits Today : 259 คน
Total Visitor : 73955 คน

Search

TripWorldwide

Page 3 of 41234

ท่องไปในเกาหลีเหนือ

ท่องไปในเกาหลีเหนือ

ณ วินาทีนี้กระแสเกาหลีเค้าแรงจริงอะไรจริง วันนี้เลยขอตามกระแสเกาหลี แต่ขอแหวกแนวเล็กน้อยไม่จำเจด้วยการพาไปเที่ยวกันแบบเปียงยางสไตล์ .. วันนี้จะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยว เกาหลีเหนือ ดินแดนแห่งความลึกลับ แดนสนธยา ดินแดนที่น้อยคนนักจะเข้าถึง

ตอนที่ 1 เหินฟ้าสู่กรุงเปียงยาง http://pantip.com/topic/30042430

ตอนที่ 2 โรงแรม Ryanggang http://pantip.com/topic/30043033

ตอนที่ 3 คารวะท่านผู้นำ http://pantip.com/topic/30043900

ตอนที่ 4 เที่ยวภูเขามังกรทะยานฟ้า http://pantip.com/topic/30046921

ตอนที่ 5 อาหารการกิน http://pantip.com/topic/30050842

ตอนที่ 6 เยี่ยมชมและเลือกซื้องานศิลปะ http://pantip.com/topic/30054181

ตอนที่ 7 กระทบไหล่หนุ่มเกาหลีในรถไฟใต้ดิน http://pantip.com/topic/30061336

ตอนที่ 8 รำลึกถึงการต่อสู้ในวันวาน http://pantip.com/topic/30062143

ตอนที่ 9 โรงเรียนของหนู http://pantip.com/topic/30064002

ตอนที่ 10 Mass Games http://pantip.com/topic/30076189

ตอนที่ 11 เมืองแคซอง http://pantip.com/topic/30086129

ตอนที่ 12 พิพิธภัณฑ์โครยอ http://pantip.com/topic/30088270

ตอนที่ 13 หมู่บ้านปันมุนจอม http://pantip.com/topic/30108910

ตอนที่ 14 สุสานปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โครยอ http://pantip.com/topic/30130054

ตอนที่ 15 เยี่ยมบ้านชาวนา http://pantip.com/topic/30132369

ตอนที่ 16 เขื่อนนัมโป http://pantip.com/topic/30137816

ตอนที่ 17 เยี่ยมบ้านเกิดท่านผู้นำ http://pantip.com/topic/30141445

ตอนที่ 18 เรือเชลยศึก (USS Pueblo AGER-2) http://pantip.com/topic/30145583

ตอนที่ 19 หอปรัชญาจูเช่ http://pantip.com/topic/30151534

ตอนที่ 20 อนุสาวรีย์ก่อตั้งพรรคกรรมกร และเยาวชนแห่งชาติ http://pantip.com/topic/30187774

ตอนที่ 21 ห้องสมุดประชาชน http://pantip.com/topic/30202901

ตอนที่ 22 Moranbong ในวันที่ฟ้าไม่เป็นใจ http://pantip.com/topic/30228953

ตอนที่ 23 Pomhyanggi Cosmetics http://pantip.com/topic/30242820

ตอนที่ 24 สะท้อนความคิดผ่านสื่อ http://pantip.com/topic/30356163

ตอนที่ 25 อำลากรุงเปียงยาง http://pantip.com/topic/30365104

หน้าแรกเว็บ (644)

41 วัน ครึ่งซีกโลก ที่ สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนแห่งความฝัน

ทริปในฝัน 41 วัน ครึ่งซีกโลก ที่ สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนแห่งความฝัน

พอดีไปสะดุดตากับเรื่องนี้ เพราะเป็นทริปในฝันของผม และอาจจะเป็นของใครหลายๆ ท่าน ผมจึงรวบรวมเนื้อหาและลิ้งค์ทั้งหมดมาอยู่ในที่เดียวกันครับ

สำหรับ “Video” ที่นำมาโพสในความเห็นนั้น อีกช่องทางการรับชมได้ที่ “หมอๆตะลุยโลก Channel”

>>>https://www.youtube.com/user/cescassawin1

Facebook >>> https://www.facebook.com/Worldwantswandering

รายละเอียดข้อมูลแบบเจาะลึก ทั้งแผนที่ ที่พัก การนั่งรถไฟใต้ดิน

>>>http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E13119745/E13119745.html

ตอนที่ 1 กับการลุยปักกิ่ง และ กำแพงเมืองจีน
>>>http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E13108252/E13108252.html#459

ตอนที่ 2 จากปักกิ่ง ไปถึงพรมแดนจีน-มองโกเลีย ณ สถานีรถไฟ Erlian
>>>http://www.pantip.com/topic/13124162#18

ตอนที่ 3 ตะลุยเมืองหลวงมองโกเลีย อูลานบาทอร์
>>>http://www.pantip.com/topic/30006197

ตอนที่ 4 ตั้งแต่ไปอุทยานประหลาด นอนเกอร์ จนออกจากมองโกเลีย
>>>http://pantip.com/topic/30034384

ตอนที่ 5 เยือนเมืองปารีสน้อย ท่องทะเลน้ำแข็งไบคาล
>>>http://pantip.com/topic/30064837

ตอนที่ 6 นั่งรถไฟผ่ากล่องดวงใจไซบีเรีย กับระยะทางกว่า 3000 กิโลเมตร
>>>http://pantip.com/topic/30079478

ตอนที่ 7 เมืองแห่งความเศร้าแดนสองทวีป “Yekaterinburg”
>>>http://pantip.com/topic/30102360

ตอนที่ 8 เมืองที่(อาร์ต)ติสสูงอย่าง “St.Petersburg”
>>>http://pantip.com/topic/30121081

ตอนที่ 9 สถานีปลายทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย “Moscow”
>>>http://pantip.com/topic/30133735

ตอนที่ 10 หนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในยุโรป หนึ่งในสหภาพโซเวียต  “Kiev”
>>>http://pantip.com/topic/30223282

ตอนที่ 11 เมืองที่แสนมีเสน่ห์น่าไปอยู่เป็นปีอย่าง “Krakow” และค่ายกักกันชาวยิวหนึ่งในนรกบนดิน “Auschwitz &Birkenau”
>>>http://pantip.com/topic/30249645

ตอนที่ 12 ประเทศที่ชื่อว่า “เชค” ที่มีอะไรมากกว่าแค่มา “เช็คอิน”
>>>http://pantip.com/topic/30279623

ตอนที่ 13 เมืองที่่ทำให้ท้องฟ้า และ สายน้ำ มาบรรจบกัน “ฮัลล์สตัทท์”
>>>http://pantip.com/topic/30286516

ตอนที่ 14 เมืองที่จะทำให้พวกเราบินได้ “อินส์บรูค”
>>>http://pantip.com/topic/30290538

ตอนที่ 15 เมืองที่จะทำให้พวกเราเวียนตาที่ “เวียนนา”
>>>http://pantip.com/topic/30307127

ตอนที่ 16 เมืองที่สวยเทพสะเด็ดเป็ดเช็ดเม็ดอย่าง “บูดาเปสต์”
>>>http://pantip.com/topic/30337231

ตอนที่ 17 เมืองหลวงที่แสนเงียบสงบเหมือนเมืองชนบทอย่าง “ซาเกร็บ”
>>>http://pantip.com/topic/30340498

ตอนที่ 18 จิ่วจ้ายโกวแห่งยุโรป “อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่”พร้อมนั่งรถฉิ่งฉับทัวร์ มุ่งหน้าลงใต้ตามหาเมืองไข่มุกแห่งเอเดรียติก “ดูบรอฟนิค”
>>>http://pantip.com/topic/30359483

ตอนที่ 19 ไข่มุกแห่งทะเลเอเดรียติก ที่”ดูบรอฟนิค”
>>>http://pantip.com/topic/30365736

ตอนที่ 20 แสงสุดท้ายแห่งโครเอเชีย ที่”สปลิท”
>>>http://pantip.com/topic/30369522

ตอนที่ 21 สองหนุ่มมารีโอ้ ที่ “ซาน มารีโน่”
>>>http://pantip.com/topic/30377324

ตอนที่ 22 กรุงเร้า “โรม”
>>>http://pantip.com/topic/30397807

ตอนที่ 23 “ปิซ่า”ใน ห้าสิบเก้านาที และ “ฟลอเรนซ์” เมืองที่น่าพาแฟนไปเล่นจ้ำจี้
>>>http://pantip.com/topic/30409973

ตอนที่ 24 “เวนิส” ดินแดนอีโรติคแห่งสายน้ำ
>>>http://pantip.com/topic/30417161

ตอนที่ 25 ร่วมปิดตำนาน หมอวิน feat. หมอโจ้ อภิหมากราบ
>>>http://pantip.com/topic/30424986

หน้าแรกเว็บ (919)

เที่ยวฮ่องกง เซินเจิ้น ด้วยตัวเอง

เที่ยวฮ่องกง เซินเจิ้น ด้วยตัวเอง

วางแผนเดินทางกันก่อน

ทริปนี้เริ่มต้นด้วยลงเครื่องที่ฮ่องกง เลือก ที่พักบัตเตอร์ฟลาย ออน วิคตอเรีย บูติค โฮเต็ล (Butterfly on Victoria Boutique Hotel) 2 คืน จากนั้นเดินทางไป เซินเจิ้น เลือก ที่พักโรงแรมต้าเหลียน โนรินโค (Norinco Hotel) 1 คืน ก่อนเดินทางกลับฮ่องกง เลือก ที่พักบัตเตอร์ฟลาย ออน วิคตอเรีย บูติค โฮเต็ล (Butterfly on Victoria Boutique Hotel) 1 คืน ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพครับ

โดยจองที่พัก ผมจองผ่าน agoda.com เว็บนี้ ส่วนเรื่องเที่ยวและการเดินทางของผมมาติดตามกันเลยครับ

การเดินทางไปประเทศฮ่องกง

แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดินฮ่องกง

แผนที่รถไฟฟ้าเซินเจิน

แผนที่่เที่ยวเกาะฮ่องกง

แผนที่เที่ยวเกาะเกาลูน

สาเหตุการเดินทางรอบนี้ เนื่องจากได้อยากเที่ยวฮ่องกงนานแล้ว เลยจัดซะเลย ผมเลยจัดทริป โดยวางแผนยังไงต้องไปเที่ยวให้ได้มากที่สุด ยังไงรอติดตามอ่านกันนะครับ

เดินทางวันแรก เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 06.00 น. ออกเดินทางสู่ ฮ่องกง โดยเที่ยวบินที่ HX768 เวลา 08.25 น. ของ Hongkong Airline ถึง เดินทางถึงสนามบิน Chek Lap Kok เวลา12.10 น.  (เวลาเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชม.) ซึ่งตั้งยู่บนเกาะลันเตา ฮ่องกงเป็นดินแดนตอนปลายสุดทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีนติดกับมณฑลกวางตุ้ง ประกอบด้วย เกาะฮ่องกง นิวเทอร์ริทอรีส์เกาลูน และเกาะเล็กๆ อีก 235 เกาะ หลังจากผ่านการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว

เดินทางสู่ ที่พักบัตเตอร์ฟลาย ออน วิคตอเรีย บูติค โฮเต็ล (Butterfly on Victoria Boutique Hotel) 

33 King’s Road, คอสเวย์ เบย์, ฮ่องกง (ดูแผนที่) อยู่ใกล้สถานี MRT Tin Hau ครับ

หลังจากเก็บข้าวของกันแล้ว ได้เวลาออกเดินทางเที่ยวฮ่องกงกันแล้วครับ จุดหมายปลายทางแรก คือ Ngong Ping 360 เดินทางมาโดยนั่งรถ MRT มาลงสถานี Tung Chung

เดินมาซักพัก จะเจอสถานีกระเช้าครับ

ผมเลือกตั๋วขึ้นกระเช้าแบบ Crystal Cabin ex TC & Standard Cabin ex NP เสียค่าตั๋ว $190

นั่งกระเช้าโดยใช้เวลาประมาณ 25 นาที สามารถเที่ยวชมหมู่บ้านนองปิงที่จาลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนมีบรรยากาศสบายๆแทรกตัวด้วยร้านน้ำชา ร้านอาหาร ร้ายขายของที่ระลึก นาท่านนมัสการ พระใหญ่ลันเตา เป็นพระพุทธรูปนั่งทำจากทองสัมฤทธ์ิกลางแจ้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีน้าหนัก 202 ตัน ความสูง 24 เมตร ที่ตั้งอยู่กลางแจ้งของเกาะลันเตา

โปรแกรมสุดท้ายของวันนี้ ชมการแสดง The Symphony of lights เป็นการแสดงมัลติมีเดียสุดยอดตระการตาที่ได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊คว่าเป็นการแสดงแสงและเสียงถาวรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ครอบคลุมพื้นที่อาคารตึกระฟ้าสำคัญต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่สองฟากฝั่งของอ่าววิคตอเรียโดยบนดาดฟ้าของตึกเหล่านี้ ประดับไปด้วยแสงไฟ ซึ่งเพียงกดสวิตช์ก็จะส่องแสงสว่างตระการตาเป็นสีต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงบรรยากาศอันคึกคักของฮ่องกง การแสดงมีทุกวัน เวลา 20.00 น. สถานที่ชม Symphony of Lights : (1) – บริเวณ Avenue of Stars (2) – หน้า Clock Tower / Hong Kong Museum of Arts ตรงนี้จะมี 2 ชั้น (3) – นั่งเรือล่องในอ่าวชมโชว์

ขอบคุณรูปภาพจาก http://www.hongkongfanclub.com/index.php?topic=4645.0 ส่วนตัวผมเลือกล่องเรือ Bauhinia Dinner Cruise เพื่อทานอาหารค่ำ อันนี้เป็นความต้องการส่วนตัวเลยครับ บรรยากาศค่อนข้างดีครับ แต่ราคาแอบแพงนิดนึงครับ ควรหาจองล่วงหน้าไปจากประเทศไทยจะดีกว่า ราคา HK$485 ครับ

เดินทางวันที่สอง เช้าวันที่สอง ตื่นเดินทางท่องเที่ยวแต่เช้าเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด โดยเริ่มต้นด้วย จุดหมายปลายทางแรก คือ The Peak เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของของตึกสูงบนเกาะฮ่องกงบริเวณเขา วิคตอเรีย พีค (Victoria Peak) การเดินทางครั้งนี้ผมเลือกมาลง MRT Central ออกทางออก J2 เดินตามแผนที่ด้านล่างครับ

แล้วซื้อตั๋วแบบไปกลับ HK$ 40 ที่ไม่เลือกขึ้น Sky Terrace 428 เนื่องจากมีการซ่อมแซมอยู่ ผมไม่กล้าขึ้นครับ 555

ถึงด้านบนกันแล้ว เริ่มเที่ยวกันแล้วครับบ…บ

จุดหมายที่สอง คือ อ่าว Repulse Bay นมัสการขอพรจากเจ้าแม่กวนอิมและเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ณ ชายหาดรีพัลส์เบย์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1993 ในแต่ละปี จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาสักการบูชาขอพรศักด์ิสิทธ์ิจากเจ้าแม่กวนอิม เจ้าแม่ทับทิมและเทพเจ้าแห่งโชคลาภโดยเฉพาะการขอลูกที่เชื่อกันว่าถ้าใครมาขอก็มักสมหวังทุกครั้งไป เดินทางได้โดย MRT Central และนั่งรถเมล์ 2 ชั้นสาย 6X ไปลงที่ Repluse Bay

จากนั้นมาเดินที่สะพานต่ออายุ  มีความเชื่อว่าถ้าเราเดินข้ามสะพานนี้ไปแล้ว  จะอายุยืนขึ้น 3 ปี  แต่ห้ามเดินย้อนขึ้นไป  อายุอาจจะสั่นลงไปอีก 3 ปีหรือเปล่าไม่แน่ใจ  แต่เขาบอกว่าห้ามเดินย้อนกลับค่ะ

หลังจากไหว้พระขอพรแล้ว … ต่อไปสำหรับคนมีคู่

ถ้าอยากให้ชีวิตคู่ของเรายั่งยืนนานนั้นก็ให้มานั่งระหว่างสิงห์ 2 ตัว ตรงนี้เค้าจะทำเป็นที่นั่ง แล้วมาขอพร ถ้ามากัน 2 คน ก็นั่งกัน 2 คน แต่ ถ้ามาคนเดียว ก็นั่งคนเดียว แล้วคิดถึงคนๆ นั้น แล้วก็ขอพรให้อยู่กันยาวนาน

ส่วนใครที่ยังไม่มีคู่  และอยากได้คูล่ะก็มาขอให้ที่นี่เช่นกัน วิธีที่ 1 สำหรับคนที่กำลังแอบชอบ และยังไม่ได้บอกรัก ให้เอามือวางบนหินสีดำลูกนี้ แล้วอธิฐาน ให้คนที่เรากำลังแอบชอบอยู่ให้มาเป็นคู่รักของเรา วิธีที่ 2 สำหรับคนที่เกิดมาแล้วยังหาเนื้อคู่ไม่ได้ ให้มาขอพรที่เทพเจ้าแห่งความรัก เพราะถ้าสังเกต เทพเจ้าจะถือสมุดเล่มใหญ่ๆ ภายในจะมีรายชื่อของหนุ่มสาวที่เทพเจ้าพร้อมจะประทานให้ในบัดดล

จุดหมายที่สาม คือ วัดแชกงหมิว วัดนี้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงท่านแชกง นักรบผู้ซึ่งปกป้องจักรพรรดิราชองค์สุดท้ายแห่งวงค์ซ่ง ให้หนีไปยัง Sai Kung หรือ New Territories ในปัจจุบัน และเมื่อ 300 ปีที่แล้ว มีเรื่องเล่าขานกันต่อมาว่า โจรสลัดกลุ่มใหญ่ต้องการจะมาปล้น หมู่บ้าน Sha Tin ประชาชนจึงอพยพขนข้าวของหนี ระหว่างทางมีสตรีนางหนึ่งพบกับชายชราผู้มีเครายาวสีขาว ลักษณะน่าเกรงขาม บอกให้สตรีนางนั้นไปบอกให้ชาวบ้านกลับไปยังหมู่บ้านของตน และพับกังหันกระดาษ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสียบไว้หน้าหมู่บ้าน ความมหัศจรรย์เกิดขึ้นเมื่อโจรสลัดกลุ่มใหญ่เดินผ่านหมู่บ้านนั้นไป โดยที่ไม่มีการปล้นสะดม เดินทางด้วยรถไฟฟ้า สถานี Tai Wai ทางออก B

ขอบคุณแผนที่จาก http://www.hongkongfanclub.com/index.php?topic=3172.0

วิธีการคาราวะ และขอพร คือให้หันหน้าออกจากวัด กล่าวแจ้งฟ้าดินก่อนค่ะ โดยบอกชื่อ ที่อยู่ อายุ และวัตถุประสงค์ที่มาทำบุญที่วัดในครั้งนี้ จากนั้นก็นำธุป 3 ดอก ไปปักทุกกระถาง โดยเริ่มจากกระถางธูปที่อยู่ในศาลากลางแจ้ง

จากนั้นเดินเข้าไปขอพรกับ แชกงหมิว ภายในตัวอาคาร โดยการก้มหน้าขอพร เมื่อขอพรเสร็จแล้วให้ค่อยๆ เงยหน้ามาสบตากับรูปปั้นสีทองของท่าน

จากนั้นก็เดินไป หมุนกังหัน ที่ตั้งอยู่ข้างๆ รูปปั่นของท่าน แชกงหมิว โดยใช้ นิ้วชี หมุนกังหันตามเข็มนาฬิกา จะหมุน 1 รอบ หรือ 3 รอบ ก็แล้วแต่สะดวก หลักการคือให้กังหันพัดเอาสิ่งไม่ดีออกจากตัวเรา แ้ล้วพัดเอาแต่สิ่งดีๆ เข้ามาจากนั้นเดินไปตีกล่อง อีก 3 ครั้ง ดังๆ เพื่อให้พรนั้นสมประสงค์ และเป็นที่รับรู้ทั่วกันทั้งฟ้าดิน จุดหมายจุดสุดท้ายวันนี้ คือ ท่าเรือฮ่องกง เพื่อชมเป็ดน้อยครับ

ก่อนเดินทางกลับ ที่พักบัตเตอร์ฟลาย ออน วิคตอเรีย บูติค โฮเต็ล (Butterfly on Victoria Boutique Hotel) เพื่อนอนเอาแรงไว้ลุยต่อวันพรุ่งนี้ครับ


เดินทางวันที่สาม

จุดหมายปลายทางของวันนี้ คือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ฮ่องกง จัดแสดงประวัติศาสตร์และความเคลื่อนไหวต่างๆ ของฮ่องกงตั้งแต่อดีต ในวงกว้าง พิพิธภัณฑ์มีความพยายามที่จะเก็บรวบรวม อนุรักษ์ ดำเนินการ ศึกษา และจัดแสดงวัตถุทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับโบราณคดี ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ และประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติของฮ่องกงและจีนตอนใต้ ภายในมีการจัดแสดงนิทรรศการอย่างถาวรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของฮ่องกงเมื่อกว่า 6,000 ปีที่แล้ว ครอบคลุมพื้นที่ 7,000 ตารางเมตร เดินทางได้โดย MRT Hung Hom Station Exit D1

ค่าเข้าชมตารางด้านล่างครับ

บรรยากาศภายในพิพิธภัณฑ์ ขอบรรยายด้วยภาพนะครับ

จุดหมายที่สอง คือ Sky100 Hong Kong Observation Deck จุดชมวิวแห่งใหม่ของฮ่องกงบนตึกที่สูงที่สุดในฮ่องกงนั่นก็คือ ตึก The International Commerce Centre (ICC) ตึกนี้จะเชื่อมต่อกับห้างหรู Elements นอกจากจะเป็นตึกที่สูงที่สุดในฮ่องกงแล้ว ยังเป็นตึกที่สูงที่สุดเป็ นอันดับ 4 ของโลก โดยจุดชมวิวนี้จะอยู่ที่ชั้น 100 ซึ่งสูงกว่าระดับน้าทะเล 393 เมตร กับวิวแบบ Panorama สุดลูกหูลูกตา เดินทางได้โดย MRT Kowloon Station

ค่าตั๋วเข้าชม  HK$151 แต่ราคากำลังขึ้นตามตารางด้านล่างครับ

บรรยากาศจุดชมวิวชั้น 100 ซึ่งสูงกว่าระดับน้าทะเล 393 เมตร กับวิวแบบ Panorama สุดลูกหูลูกตา สุดยอดมากครับ

หลังจากเที่ยว Sky100 Hong Kong Observation Deck  ได้เวลา Check-Out ออกจากที่พักบัตเตอร์ฟลาย ออน วิคตอเรีย บูติค โฮเต็ล (Butterfly on Victoria Boutique Hotel) เพื่อเตรียมตัวออกจากที่พักไปยังเซินเจิ้นครับ

การเดินทางไปเซินเจินไม่ยากครับ สามารถเดินทางตาม แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดินฮ่องกง เส้นสายสีฟ้า สถานีปลายทางคือ Lowu สามารถขึ้นได้จาก MRT Kowloon Tong Station หรือ MRT Hunghom Station ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครับ ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลเรื่อง Visa on arrival จาก http://www.travelchinaguide.com/embassy/visa/service.htm ผมไม่มั่นใจว่าสามารถทำได้อยู่หรือไม่ ผมเลยจัดการ ขอวีซ่าจีนด้วยตัวเอง มันซะเลยเพื่อความชัวร์เนื่องจากทำการจองที่พักไว้เรียบร้อยแล้ว พอข้ามด่านตรวจคนเข้าเมืองมาเหยียบแผ่นดินเซินเจิ้นกันแล้ว

ผมขอแนะนำ แผนที่รถไฟฟ้าเซินเจิน  การเดินทาง มีทั้งรถไฟฟ้าและรถเมล์ แต่แนะนำให้ใช้รถไฟฟ้าเป็นหลัก (Shenzhen Metro) รถไฟฟ้าเค้าถูกมาก นั่งรถไป 2 สถานีก็ประมาณ 2 หยวน หรือ 9 บาทเท่านั้น และครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ด้วย ส่วนรถ Taxi ไม่แนะนำเท่าไหร่เพราะอาจจะเสี่ยงกับการโดนโกงได้ อีกทั้งยังอาจสื่อสารกับคนขับไม่ได้

การซื้อตั๋วรถไฟฟ้าจะนิยมซื้อกับตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1. เลือกเป็นภาษาอังกฤษ (ที่มุมขวาล่าง)

2. เลือกสถานีปลายทาง และจำนวนผู้โดยสาร จะแสดงจำนวนเงินที่ต้องจ่าย

3. ใส่ธนบัตร หรือ เหรียญเข้าไป

4. รอรับเหรียญและเงินทอน จากนั้นก็นำเหรียญไปแตะที่ทางเข้าประตูก็จะกางออก เหมือนบ้านเราเลยครับ

ขอบคุณข้อมูล http://www.emagtravel.com/archive/shenzhen-trip.html

ซึ่งจะเราต้องขึ้นสถานี Luohu เพื่อไปที่พักโรงแรมต้าเหลียน โนรินโค (Norinco Hotel) โดยลงสถานี Huaqiang Road

 

เก็บข้าวเก็บของเตรียมลุยกันต่อครับ จุดหมายปลายสุดท้ายวันนี้ คือ Splendid Of China  เป็นเมืองจาลองสถานที่สาคัญของจีน เช่น กำแพงเมืองจีน , หอฟ้าเทียนถาน , พระราชวังกู้กง เสมือนย่อเมืองจีนอยู่ในมือท่าน นำท่านชมหมู่บ้านวัฒนธรรม Cultural Village เป็นศูนย์แสดงชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของชนเผ่าน้อยใหญ่ ที่กระจายตามมณฑลต่าง ๆ ทั่วประเทศจีน ที่ใหญ่ที่สุดภายในหมู่บ้านวัฒนธรรม มีที่อยู่อาศัยของชนเผ่าต่าง ๆ ที่สร้างเท่าขนาดจริง 24 แห่ง จากทั้งหมด 56 เผ่าทวั่ ประเทศ ท่ามกลางมวลไม้และสายน้ำที่ร่มรื่นสวยงามมีชนเผ่าเจ้าของบ้านให้การต้อนรับมีการแสดงกิจกรรมประจาเผ่าให้ชม เช่น การเย็บปักถักร้อย การทำขนม การร้องรำทำเพลง พร้อมทั้งชมโชว์ศิลปวัฒนธรรมจีนอันตระการตา เดินทางได้ 2 วิธี MRT โดยลงสถานี OCT ค่าตั๋วเข้าชม 150 หยวน (รวมตั๋วการแสดงตอนดึก)

สุดท้ายตบด้วย การแสดง China Folk Culture Villages ซึ่งจะเริ่มการแสดงตอน 19:35 น อลังการงานสร้างมากเลยครับ

แล้วเดินทางกลับที่พักโรงแรมต้าเหลียน โนรินโค (Norinco Hotel) เพื่อนอนเอาแรงลุยต่อกันวันพรุ่งนี้ครับ

เดินทางวันที่สี่

จุดหมายปลายทางแรกวันนี้ คือ Diwang Shenzhen ถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างรวดเร็วอย่างน่าทึ่งในปี 1996 เฉลี่ย 1 ชั้นใช้ เวลา 2 วัน ความสูงอยู่ที่ 1,260 ฟุต เคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในประเทศจีนและติด 1 ใน 5 ของโลก เดินทางโดยลง สถานี Grand Theater

ค่าเข้าชม 80 หยวน

หลังจากเที่ยวเซินเจิ้นกันแล้ว ได้เวลาเที่ยว Luohu เป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกับฮ่องกง มีนักท่องเที่ยวเข้าออกระหว่างเซินเจิ้นและฮ่องกงเป็นจำนวนมาก คนที่มาจากฝั่งฮ่องกงก็มาช๊อปของถูกที่เซินเจิ้น ส่วนคนที่เซินเจิ้นก็ไปช๊อปของแบรนเนมที่ฮ่องกง ห้างชื่อดังที่หลอฮู ชื่อว่า Luohu Commercial City ขายของก๊อปหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา เครื่องประดับ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

หลังจากเดินชมข้าวของกันแล้ว ได้เวลาเข้าประเทศฮ่องกง ได้ทำการเก็บข้าวของ ที่พักบัตเตอร์ฟลาย ออน วิคตอเรีย บูติค โฮเต็ล (Butterfly on Victoria Boutique Hotel)  33 King’s Road, คอสเวย์ เบย์, ฮ่องกง (ดูแผนที่) อยู่ใกล้สถานี MRT Tin Hau ครับ

 

หลังจากเก็บของแล้วได้เวลาเดิน ชอปปิ้งย่านนาธาน จิมซาจุ่ย (ถนนนาธาน) เทรนด์ล่าสุดของฮ่องกง ต้อง ถนนนาธาน ย่านจิมซาจุ่ย บนฝั่ง เกาลูน ถือเป็นแหล่งช้อปแห่งแรกของ ฮ่องกง ที่ทันสมัยที่สุด มีร้านค้าไว้เกือบทุกประเภท เดินทางโดยลง MRT Tsim Sha Tsui

จุดหมายปลายทางสุดท้าย คือ Noah’s Ark ตั้งอยู่บนเกาะ Ma Wan ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ในฮ่องกง การเดินทางไปยังเกาะนี้จะใช้รถเมล์จากสนามบินมายัง Ma Wan Park กับเดินทางโดย Ferry จากฝั่งฮ่องกง หรือจาก Tsuen Wan เท่านั้น การเดินทางสามารถเดินทางได้หลายวิธี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.noahsark.com.hk/eng/transportation.php

การเดินทางของผม เริ่มต้น สถานี MRT Kowloon Exit B3 และเดินไป  Mong Kok Grand Century Place (around 10 minutes) แล้วนั่งรถบริการสู่ Noah’s Ark. ค่าตั๋วเข้าชม HK$155 General Admission Ticket และ HK$125 สำหรับ Child & Senior

เดินทางวันที่ห้า

การเดินทางวันที่ห้า วันสุดท้ายของการท่องเที่ยวของทริปนี้ เตรียมตัวเดินทางด้วยสายการบิน  Hongkong Airline เวลา 12.25 น. จากสนามบิน Chek Lap Kok ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา14.05 น. ตรงตามเวลาครับ สุดท้ายขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านครับ

ส่วนทริปต่อไปจะเดินทางไปไหนกัน ติดตามชมเพิ่มเติมกันได้ที่ Facebook : http://www.facebook.com/TeawMuN

หน้าแรกเที่ยวฮ่องกง

หน้าแรกเที่ยวจีน

หน้าแรกเว็บ (3734)

เที่ยวปากเซ ดอนโขง ด้วยตัวเอง

เที่ยวปากเซ ดอนโขง ด้วยตัวเอง

วางแผนเดินทางกันก่อน

สรุปทริปปากเซ ดอนโขง ด้วยตัวเอง 5 วัน 4 คืน ครั้งนี้ผมเลยวางแผนเริ่มต้นเดินทางจากอุบลราชธานี พักปากเซคืนแรก พักคอนคอนคืนที่สอง แล้วกลับมาพักปากเซคืนที่สาม และคืนสุดท้ายกลับมาพักที่อุบลราชธานี ก่อนขึ้นเครื่องกลับตอนเช้าวันถัดไป เลยจองที่พัก ผมจองผ่าน agoda.com เว็บนี้ ส่วนเรื่องเที่ยวและการเดินทางของผมมาติดตามกันเลยครับ

การเดินทางไปประเทศลาว

แผนที่เที่ยวตัวเมืองปากเซ

แผนที่่เที่ยวเมืองจำปาศักดิ์

แผนที่เที่ยวประเทศลาว

สาเหตุการเดินทางรอบนี้

เนื่องจากได้ตั๋วถูกอีกแล้ว จองกันข้ามปี ไปกลับคนละ ไม่ถึง 800 บาท แต่เนื่องจากผมได้มีภาระกิจทำงานที่อุบลราชธานีก่อนวันเดินทางหนึ่งวัน เลยถือโอกาสเที่ยวแล้วยอมเสียตั๋วขาไปซะง้าน เพื่อเพิ่มวันเที่ยวให้ตัวเองอีกหนึ่งวันเต็มครับ จุใจสุดๆ

Ticketubon

ผมเลยจัดทริปครั้งนี้ โดยวางแผนยังไงต้องไปเที่ยวให้ได้มากที่สุด ถึงจากการหาข้อมูลแล้วว่าการไม่มีรถ เดินทางลำบาก แต่เอาเข้าจริงๆไม่ลำบากเลย ยังไงรอติดตามอ่านกันนะครับ

เดินทางวันแรก

เนื่องจากเปลี่ยนแผนเดินทาง ที่มีวันเพิ่มหนึ่งวันแล้ว เลยวางแผนแบบชิวๆ

การเดินทางไปปากเซ จากอุบลราชธานี ไปได้สองรูปแบบ ได้แก่

รูปแบบแรก นั่งรถโดยสารวิ่งระหว่างประเทศ จากอุบลราชธานี ไปปากเซ ค่าโดยสาร 200 บาท ขึ้นที่สถานีขนส่งอุบลราชธานีครับ เที่ยวรถมีสองเที่ยว คือ 09.30 กับ 15.30 ครับ

Pakse (1)

Pakse (2)

รูปแบบที่สอง นั่งรถตู้จากอุบลราชธานี ไปด่านช่องเมก ค่าโดยสาร 100 บาท ขึ้นที่สถานีขนส่งอุบลราชธานี แล้วต่อรถตู้จากด่านช่องเมก ไปปากเซ ค่าโดยสาร 100 บาท รถตู้ขาหลัง ผมบอกว่าเสี่ยงรอนานมาก เพราะรถตู้ที่ปากเซ ถ้าเป็นแบบแชร์กันหลายๆคน ไม่เต็มไม่ออกครับ

Pakse (3)

ผมเลือกเอาสะดวกดีกว่าครับ เลยเลือกเดินทางด้วยบริษัท ขนส่ง จำกัด ที่มีรถโดยสารวิ่งระหว่างประเทศ จากอุบลราชธานี ไปปากเซ ค่าโดยสาร 200 บาท ขึ้นที่สถานีขนส่งอุบลราชธานีครับ

Pakse (4)

Pakse (5)

การเดินทางข้ามแดนไปปากเซ สามารถใช้ Boarding Pass กับ Passport ซึ่งต่างกันตรงที่ Boarding Pass จะออกจากตัวเมืองปากเซไม่ได้เลย อยู่เที่ยวได้ไม่เกิน 3 วัน หากไปเที่ยวนอกเมือง ถ้าจากผมไปก็ไม่เจอตรวจอะไร แต่ถ้าเจอตรวจจะถูกจับได้ ไม่คุ้มกันครับ ถ้าต้องการเที่ยวจริงๆ แนะนำใช้ Passport ดีกว่าครับ

Pakse (6)

Pakse (7)

Pakse (8)

ส่วนค่าธรรมเนียมฝั่งไทยไม่เสียครับ ฝั่งประเทศลาว ต้องมาเขียนใบเข้าออกประเทศ แล้วจ่ายค่าธรรมเนียมช่องที่ 6 ครับ

Pakse (9)

ตัวอย่างใบเข้าออกประเทศครับ

Pakse (10)

ถ้าเป็น Passport ผมไปเจอฝั่งลาว 100 บาท ผมว่าผมโดนเจ้าหน้าที่หลอก น่าจะอยู่ประมาณ 50 บาท เพราะผมได้ยินคนข้างหน้าจ่ายแค่ 50 บาท เค้าคงเห็นผมถือเงิน 100 บาทอยู่ เลยเรียก 100 บาท ผมก็จ่ายแบบงงๆ ยังไงถ้าท่านใดไปลองดูครับ ว่าสันนิษฐานผมผิดหรือเปล่า ^_^

โดยคืนแรก จอง ที่พัก โรงแรมไพดาว (Phi Dao Hotel) ที่ปากเซ Phathana Lakmuang 13 Raod, ถนนหมายเลข 13 ใต้, ปากเซ, ลาว (ดูแผนที่)  โดยต่อรถจากที่ลงรถโดยสารระหว่างประเทศมา 80 บาทไทย แอบแพงนะนี่ แต่มาวันแรกไม่รู้ทิศทาง ยอมจ่ายตามระเบียบ 

Pakse (27)

Pakse (21)

Pakse (109)

Pakse (110)

Pakse (111)

Pakse (112)

Pakse (113)

หลังจากถึงที่พักแล้ว คิดว่าจะถึงไวหน่อย แต่ที่ไหนได้รถกว่าถึงด่านช่องเมก ก็เกือบสิบเอ็ดโมง รอผู้โดยสารทำขั้นตอนการเข้าประเทศกว่าจะครบ ออกเกือบเที่ยงแล้ว ถึงปากเซ เกือบบ่ายสอง จากท่ารถมาที่พัก บ่ายสองครึ่ง หมดแรงหลับเลยครับวันแรก เลยทำได้แค่สำรวจรอบๆ ยามค่ำคืน

Pakse (11)

โรงแรมแสงอรุณ โรงแรมยอดฮิตของคนไทย อยู่ไม่ไกลจากที่ผมพักเลย ^_^

Pakse (12)

เวลาที่ออกมาสำรวจ ประมาณสองทุ่มครึ่ง เงียบมากเลยครับ แต่ผมหิวไม่อยากกินที่โรงแรม เลยออกมากินข้าวร้าน Bolaven Cafes Pakse ครับ บรรยากาศแจ่มเลย

Pakse (13)

Pakse (14)

Pakse (15)

Pakse (16)

พร้อมกับได้ข้อมูล การเดินทางโดยรถตู้ต่อไปนากะสัง จุดหมายปลายทางวันรุ่งขึ้นด้วยครับ ว่าเจ้าหน้าที่โรงแรมทุกโรงแรม มีขายตั๋วรถพร้อมเรือไปดอนเดช ดอนคอนเรียบร้อย ผมเลยไม่รอช้าไปจองกันเหนียวไว้ก่อน ได้ราคารถตู้ไปนากะสัง แบบมารับถึงหน้าโรงแรม เวลา 08.15 น. พร้อมเรือไปดอนคอน ราคา 70,000 กีบ คิดเป็นเงินไทยง่ายๆ 280 บาท ส่วนถ้าใครจะข้ามไปดอนเดช ราคา 65,000 กีบ ถูกกว่า 5,000 กีบครับ ส่วนวิธีแปลงเงินกีบไปเงินไทย แบบคิดง่ายๆ 1,000 กีบเท่ากับ 4 บาทไทยครับ

เดินทางวันที่สอง

ตื่นเช้าวันที่สอง 06.00 น. ไม่รู้เพราะความตื่นเต้นจนนอนตื่นเช้า หรือกลัวตกรถกันแน่ ตื่นแล้วก้ออาบน้ำขอลงมาชมเมืองปากเซยามเช้ากันหน่อย

Pakse (22)

Pakse (23)

Pakse (24)

Pakse (25)

Pakse (26)

เดินเที่ยวกันได้ซักพักแล้ว ใกล้เวลาเดินทางแล้ว ไปเอาตั๋ว พร้อมนั่งกินอาหารเช้ารองท้องกันก่อน

Pakse (28)

เมนูที่โรงแรม น่ารักดีครับ ราคาก้อไม่แพงมากด้วย อาหารเช้าของผม เมนูเบอร์สอง 15,000 กีบ กับชอกโกแลตร้อน 10,000 กีบครับ

Pakse (29)

Pakse (30)

Pakse (31)

รถตู้มารับที่หน้าโรงแรมตรงเวลา แล้วตระเวนไปรับผู้โดยสารท่านอื่นๆ จนครบแล้วออกเดินทางจาก ปากเซ ประมาณ 09.00 น.

Pakse (32)

รถตู้แวะพักระหว่างทางสิบห้านาที ผมเลยถ่ายรูปรถมาให้ดูกันครับ

Pakse (33)

Pakse (34)

ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง ถึงท่าเรือ บ้านนากะสัง 11.00 น.

Pakse (35)

Pakse (36)

ถึงท่าเรือกันแล้ว ยังครับ ผมยังไม่ข้ามไปดอนคอนตอนนี้ครับ ตามแผนเมื่อไม่ให้เสียเวลาวันรุ่งขึ้นในการเดินทางไปปากเซ

ผมจึงตัดสินใจหารถเที่ยว น้ำตกคอนพะเพ็ง กันก่อนครับ มาคนเดียว เช่าคนไม่มีคนหาร ยังไงก็เอาครับ

การเดินทางไป น้ำตกคอนพะเพ็ง สามารถเดินทางจากท่าเรือ บ้านนากะสัง ซึ่งทางเข้าน้ำตกถ้ามาจากปากเซ จะเลยทางเข้า บ้านนากะสังไปอีก 20 กิโลเมตร ทางเข้าจะอยู่ขวามือเข้าไปอีก 5 กิโลเมตร ไปเจอลุงขับสามล้อ คุยถูกคอเลยตกลงราคากับแก ได้ 70,000 กีบ จากท่าเรือนากะสัง พาเที่ยวน้ำตกคอนพะเพ็ง ระยะเวลาตามใจเรา แล้วกลับมาส่งที่เดิม

Pakse (49)

ระหว่างทางคุยกับลุง แกบอกว่าเคยมาทำงานเปนพนักงานขับรถที่ประเทศไทย รู้จักคนไทยเป็นอย่างดี ไปมาทั่วทั้งเหนือกลางตะวันออก จบที่สุดท้ายที่เกาะสมุย

แล้วเอาเงินกลับมาหากินต่อที่ประเทศลาว ผมได้ฟังประวัติแก ผมยินดีสนับสนุนให้เลย ส่วนตัวผมชอบคนขยันสู้ชีวิตอยู่แล้วครับ

Pakse (38)

Pakse (47)

Pakse (48)

ถึงหน้าทางเข้าแล้ว ต้องเสียค่าตั๋วเข้าชม 30,000 กีบ

Pakse (89)

แต่ถ้าเห็นรูปจะบอกเลยว่าคุ้มครับ ก่อนอื่นถ่ายป้ายเพื่อยืนยันว่าไม่ผิดที่แน่นอน อิอิ

Pakse (45)

Pakse (46)

ด้านหน้าจะเป็นร้านค้ามากมายครับ ผมเดินตรงดิ่งไปที่น้ำตกเลยครับ

ภาพเบื้องหน้า สมกับเป็นน้ำตกไนแองการ่าแห่งเอเชียจริงๆ ทั้งสวยทั้งยิ่งใหญ่มากครับ

Pakse (39)

Pakse (40)

Pakse (42)

มีวีดีโอให้ได้ดูด้วยครับ

หลังจากการเที่ยว น้ำตกคอนพะเพ็ง ได้เวลาข้ามเรือไปดอนคอนกันแล้วครับ

Pakse (50)

Pakse (51)

เรือออกเดินทางกันแล้ว เป็นเรือหางยาวติดเครื่องยนต์ลำใหญ่พอตัวเลยครับ

Pakse (52)

Pakse (53)

เดินทางมาถึงจุดแรก คือ ท่าเรือดอนเดช ซึ่งเป็นท่าเรือที่มีที่พักค่อนข้างเยอะกว่า ดอนคอน แต่ผมจองที่พักไว้แล้วครับ

Pakse (54)

Pakse (55)

Pakse (56)

ลืมบอกไปครับ ถ้าไม่ได้ซื้อค่ารถพร้อมค่าเรือแบบผม จะเสียค่าเรือมาดอนเดช 15,000 กีบ ค่าเรือมาดอนคอน 20,000 กีบครับ

Pakse (64)

เหลือผู้ร่วมเดินทางร่วมกับเราแค่สองคน เป็นคู่สามีภรรยามาจากฝรั่งเศส มาแบบไม่มีที่พัก สุดท้ายมาพักที่เดียวกับผมครับ ^_^

Pakse (57)

ถึงดอนคอนแล้ว จากรูปจะเห็นบ้านไม้สองชั้น มันคือที่พักของเราวันนี้เอง ชิวดีไหมครับ

Pakse (58)

ขึ้นฝั่งกันเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาเก็บของเข้าที่พัก แพนส์ เรสซิเดนซ์ (Pan’s Residence)

Mekong Road, Khong District, ดอนคอน, ดอนโขง, ลาว (ดูแผนที่)

ราคา 600 บาท ถือว่าไม่แพงครับ เพราะเป็นห้องแอร์ วิวแม่น้ำสวยมาก แถมที่บอกกันว่ามีไฟไม่ตลอด ตอนนี้ที่คอนดอนมีไฟฟ้า 24 ชั่วโมงแน่นอนครับ เพราะผมนอนเปิดแอร์ทั้งคืนเลย ^_^

Pakse (105)

Pakse (59)

Pakse (60)

Pakse (61)

Pakse (62)

Pakse (65)

Pakse (66)

ได้กุญแจห้องพัก จัดการเก็บข้าวของกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว

อย่างแรกที่ทำคือ หาตั๋วรถกลับในวันรุ่งขึ้น สามารถจองได้จาก ที่พัก แพนส์ เรสซิเดนซ์ (Pan’s Residence) เลยครับ ปรากฏว่าราคาแค่ 50,000 กีบเท่านั้น แต่ทำไมตอนมา 70,000 กีบ ช่างเหอะครับ คิดซะว่าเป็นค่าบริการที่เค้ามารับเราถึงที่พักเพื่อความสบายใจครับ ส่วนตารางเรือออกดอนคอนกลับปากเซ มีแค่วันละเที่ยว ตอนสิบเอ็ดโมงเช้าเท่านั้นครับ

Pakse (103)

Pakse (63)

อย่างที่สอง คือ เช่ารถเที่ยวรอบเกาะกัน ป้าเจ้าของที่พักใจดี บอกว่าเช่าบ่ายแล้ว คืนพุ้งนี้ก่อนกลับ คิดราคาวันเดียวพอ ค่าเช่าจักรยานวันละ 15,000 กีบ แต่ถ้าเป็นรถจักรยานยนต์วันละ 50,000 กีบ พร้อมต้องให้ Passport แก่ป้าคนเช่าด้วย ผมจึงเลือกเช่าจักรยานปั่นออกกำลังกายเพื่อลดความยุ่งยากในการเช่าครับ เสียไป 15,000 กีบ แล้วสบายใจ ได้เวลาเที่ยวกันแล้วครับ

Pakse (102)

อย่างที่สาม กองทัพต้องเดินด้วยท้อง หิวมากเลย ต้องกินซะแล้ว ถ้าไม่กิน ลมจับชัวร์  เมนูแนะนำเลย อันนี้ชอบเป็นการส่วนตัวเลยครับ ปลาราดพริกกับข้าวเปล่าหนิ อร่อยเด็ดมากครับ แกเอาเนื้อปลาแม่น้ำโขง เลาะก้างออก แล้วเอาไปทอดแล้วมาราดพริก สนนราคา 40,000 กีบครับ

Pakse (104)

Pakse (101)

อิ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมลุยเที่ยวกันแล้ว ผมขอเอาแผนที่แนะนำที่เที่ยวกันก่อนครับ

สถานที่แรก คือ น้ำตกหลีผี ไฮไลต์ของเราวันนี่ ต้องปั่นผ่านสะพานเชื่อมระหว่างดอนเดช กับดอนคอน พร้อมทั้งเสียค่าเข้าชมน้ำตกที่นี่เลย 25,000 กีบครับ

Pakse (88)

Pakse (91)

Pakse (92)

Pakse (93)

Pakse (94)

ระยะทางไป น้ำตกหลีผี จาก ที่พัก แพนส์ เรสซิเดนซ์ (Pan’s Residence) ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร สภาพทางภาพด้านล่างอธิบายได้ชัดมาก

Pakse (68)

ปั่นมาซักพักจะเจอทางแยกเลี้ยวขวาตามป้ายเลย 400 เมตรก็ถึงทางเข้า น้ำตกหลีผี กันแล้วครับ

Pakse (67)

ทางเข้าจะมีพนักงานตรวจตั๋วที่เราซื้อมา เดินเข้าไปตามทางจะเจอซุ้มไม้รอรับเราตลอดทางครับ

Pakse (69)

เดินมาซักพักก็ถึงน้ำตกหลีผี ยิ่งใหญ่สมคำล่ำลือจริงๆ

Pakse (75)

Pakse (76)

Pakse (77)

Pakse (78)

Pakse (79)

Pakse (81)

Pakse (84)

เดินชื่นชมความงามน้ำตกมาเรื่อยๆ จะเจอหาดทราย ที่สามารถลงไปเล่นเพลินๆ ได้ครับ

Pakse (85)

มีวีดีโอให้ชมกันด้วยครับ

หลังจากเที่ยว น้ำตกหลีผี ได้เหงื่อจากการปั่นจักรยานกันทีเดียว ผมเลยตัดสินใจกลับที่พักกันก่อนครับ นั่งเปลชิวๆ กับบรรยากาศริมแม่น้ำโขง เผลอหลับไปเลย สะดุ้งตื่นอีกทีเกือบสองทุ่ม ดีไม่โดนยุงกัดทั่วตัวซะก่อน เลยเข้าห้องพักนอนเอาแรงเที่ยวต่อวันรุ่งขึ้นก่อนขึ้นเรือกลับปากเซครับ

Pakse (90)


เดินทางวันที่สาม

วันนี้ตื่นเช้าอีกแล้ว เพื่อจะได้เที่ยวก่อนเดินทางกลับปากเซ เลยตัดสินใจปั่นจักรยานชิวๆ ไปชมวิวริมโขงกันครับ ไกลเอาเรื่องอยู่ครับ ระยะทางจากที่พัก 4 กิโลเมตรครับ

Pakse (95)

Pakse (96)

Pakse (97)

Pakse (98)

Pakse (99)

Pakse (100)

ถ่ายรูปหนำใจกันแล้ว ได้เวลากลับมาขึ้นเรือกันแล้ว เดี๋ยวจะตกเรือซะก่อน

ส่วนเรือมารับค่อนข้างตรงเวลา มาจากดอนเดชเพราะมีนักท่องเที่ยวนั่งเรือมากันแล้วครับ

IMAG4066

IMAG4063

IMAG4064_1

จากท่าเรือนากะสัง รอนักเที่ยวท่านอื่นๆ กว่าจะมาครบเกือบเที่ยงและ ซึ่งการรอคนที่ยังมาไม่ถึงต้องบอกได้คำเดียวว่าทำใจครับ

ใช้เวลาสองชั่วโมงถึงปากเซ และที่พักของวันนี้ คือที่เดิมที่มาพักสองวันก่อนครับ ผมได้จอง ที่พัก โรงแรมไพดาว (Phi Dao Hotel) ที่ปากเซ Phathana Lakmuang 13 Raod, ถนนหมายเลข 13 ใต้, ปากเซ, ลาว (ดูแผนที่)  แต่มารอบนี้ไม่ต้องเสียค่ารถเพิ่มครับ เพราะรถตู้บริการส่งสถานีสุดท้ายที่โรงแรมลานคำ ซึ่งใกล้กับ ที่พัก โรงแรมไพดาว (Phi Dao Hotel) โดยมากครับ

เก็บข้าวของเข้าที่พัก ได้เวลาตะลอนทัวร์ เริ่มด้วยการเช่ารถมอเตอร์ไซค์ขี่รอบเมือง ค่าเช่าวันละ 50,000 กีบ คิดเวลาคืน 24 ชั่วโมง เช่น วันนี้เช่าตอนบ่ายสามโมง คืนบ่ายสามโมงวันรุ่งขึ้นครับ บวกกับค่าน้ำมันเต็มถังเพราะทางร้านจะไม่เติมน้ำมันให้ ค่าน้ำมันอีก 30,000 กีบโดยประมาณ เช่าเรียบร้อย ผมวางแผนวันนี้จะไปตะลอนเที่ยวน้ำตก แล้ววันพรุ่งนี้จะไปเที่ยววัดพู

ตอนแรกคิดว่าจะดีและเชียวแดดไม่ร้อนด้วย แต่แผนที่วางไว้พังไม่เป็นท่าเลย เนื่องจากเกิดฝนตกเข้า ดีที่ผมไหวตัวทันรีบทำรถกลับที่พักก่อนจะเป็นลูกหมามอมแมมซะก่อน T T

โชคดีหน่อยฝนหยุดตกเร็วหน่อย เลยได้ออกมาตะลอนริมโขงแทน ร้านทีเดดอีกหนึ่งร้านที่มีชื่อเสียงย่านนี้ ต้องร้านนี้เลยครับ ร้านลูกชายหล้า ริมน้ำโขง ขับมาไกลซักนิด ถ้าดูจาก แผนที่เที่ยวตัวเมืองปากเซ สังเกตุง่ายๆ จะอยู่เลยร้าน Thiphachanh มานิดนึงครับ จะมีร้านขวามือที่มีที่จอดรถมอเตอร์ไซค์เยอะที่สุด จอดเลยครับไม่ผิดร้านแน่นอน เพราะร้านที่มีที่จอดรถมอเตอร์ไซค์เยอะที่สุด ชื่อร้านแซบๆ ครับ ผมหลงเข้าไปมาแล้ว ดีนะไหวตัวทัน ร้านลูกชายหล้า จะอยู่ถัดมาจากร้านแซบๆ ครับ

บรรยากาศขอยืมคลิปนี้มาแล้วกันครับ บรรยากาศดี เพลงแจ่มมาก ผมนั่งกินเสร็จก็กลับที่พักนอนเตรียมตัวตะลุยเที่ยวรุ่งขึ้นครับ

เดินทางวันที่สี่

เนื่องด้วยวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายก่อนจะกลับไปที่อุบลราชธานี ผมเลยตั้งใจตื่นแต่เช้า ออกตะลอนเทียวเพราะเมื่อวานเจอฝน ทำผิดแผนมาก ก่อนออกร่วมเดินทางผมเอาแผนที่เที่ยวมาอธิบายโปรแกรมกันก่อนครับ

สถานที่แรก คือ น้ำตกผาส้วม เดินทางจากที่พักมาทางขวา ตรงแบบไม่ต้องเลี้ยว เพราะมันคือถนนหมายเลข 23 ขับมาได้ประมาณหลัก 20 แล้วแยกซ้ายเข้าถนนหมายเลข 20 ประมาณสิบห้ากิโลเมตร เข้าสู่อุทยานแห่งชาติบาเจียง สังเกตุง่ายๆคือข้ามสะพานแคบๆ มาก่อน จะเจอทางโค้ง เลยทางโค้งมานิดเดียว

จะเจอแยกเข้าน้ำตกมาประมาณ 2 กิโลเมตรครับ

IMAG4076

IMAG4078

ค่าตั๋วเข้าชมน้ำตก 7,000 กับครับ

IMAG4085_1

จากประตูทางเข้า จะมีที่จอดรถทางซ้ายมือ เดินข้ามสะพานจะเจอร้านอาหารอยู่ซ้ายมือครับ

IMAG4079

IMAG4093

IMAG4080

IMAG4081

IMAG4083

ผมเลยไม่รอช้าตัดสินใจสั่งอาหารเช้ามากินท่ามกลางบรรยากาศ น้ำตกผาส้วม ชิวมากๆ

IMAG4091

กินข้าวเสร็จแล้ว มาชมวิวน้ำตกกันแบบจุใจเลยครับ

IMAG4097

IMAG4087

IMAG4088

IMAG4096

มีวิดีโอให้ชมด้วยครับ

สถานที่สอง คือ น้ำตกตาดเยื้อง จากถนนหมายเลข 23 ขับมาได้ประมาณหลัก 40 แล้วแยกขวาเข้าสู่อุทยานแห่งชาติบาเจียง เลี้ยวขวาเข้าไปอีก 2 กิโลเมตร ค่าเข้าชม 13,000 กีบครับ

IMAG4103

IMAG4104

IMAG4105

IMAG4106

IMAG4109

IMAG4115

มีวีดีโอให้ชมด้วยครับ

เดินทางเที่ยวกันเรียบร้อย ได้เวลากลับไปอุบลราชธานี เดินทางไปตลาดดาวเรือง เสียค่ารถ 60 บาทครับ

IMAG4119

มีรถตู้บริการจากตลาดดาวเรืองไปช่องเม็ก แต่ต้องรอให้เต็ม ค่าโดยสาร 100 บาท ตอนบ่ายๆ รอนานมาก ยืนยันครับ ถ้าจะเหมา 700-800 บาท ไปคนเดียว แต่อาจจะต้องทำใจ คนขับอาจขอแวะรับคนระหว่างทางได้ครับ

ถึงด่านช่องเม็ก อย่าลืมแวะซื้อกาแฟดาวเรือง ของฝากขึ้นชื่อของประเทศลาว ที่ Duty Free นะครับ มี หลายรสชาติ หลายขนาด รสชาติดีทีเดียว ซื้อของฝากกันแล้ว ต้องเสียค่าธรรมเนียมฝั่งลาว 50 บาท สำหรับเอกสารขาออกประเทศ ยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าตอนเข้าประเทศที่ผมโดนเรียกไป 100 บาท โดนหลอกแน่นอนครับ > <

ในที่สุดก็ข้ามมาฝั่งประเทศไทย เสียค่าจ้างรถรับจ้าง 20 บาท ไปสถานีขนส่งช่องเม็ก แล้วใช้บริการรถตู้โดยสารกลับจังหวัดอุบลราชธานี โดยค่าตั๋ว 100 บาทครับ

IMAG4120

ที่พักของเราวันนี้ ผมได้จอง ที่พัก โรงแรมเดอะราชธานี (The Ratchathani Hotel) 

297 ถนน เขื่อนธานี, ตัวเมืองอุบลราชธานี, อุบลราชธานี, ไทย 34000 (ดูแผนที่)

เดินทางวันที่ห้า (วันสุดท้าย)

งานเลี้ยงยังมีวันเลิกลา วันลาพักร้อนก็หมดจนได้ ต้องเดินทางกลับ กรุงเทพ ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย เวลา 09.15 น. เดินทางจากโรงแรมโดยเรียกแท๊กซี่บริการดีอุบล เบอร์ติดต่อ 045-317-777 ส่วนตัวผมว่าบริการดีมาก รถเยอะและมารับเร็วมากครับ

สุดท้ายต้องขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านตั้งแต่แรกจนจบ ทริปต่อไปจะไปที่ไหน ติดตามชมรายละเอียดได้ที่ Facebook ได้ครับ

หน้าแรกของเว็บ (4134)

เที่ยวปักกิ่งด้วยตัวเอง

เที่ยวปักกิ่งด้วยตัวเอง

การเดินทางไปประเทศจีน 

แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดินเมืองปักกิ่ง

เตรียมตัวก่อนเดินทาง

การเดินทางไปจีนรอบนี้ เที่ยวแบบสี่วันสองคืน นอน ที่พัก 161 โฮเต็ล (161 Hotel) สองคืนในปักกิ่ง รอบนี้มีการเวลาทางค่อนข้างน้อยครับ จึงต้องวางแผนการเดินทางวันแรก เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิไปปักกิ่ง, วันที่สอง เที่ยว จัตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังต้องห้าม, วันที่สาม เที่ยว กำแพงเมืองจีน  , วันสุดท้ายวันที่สี่เดินทางกลับสนามบินสุวรรณภูมิในตอนเช้าครับ

เดินทางวันแรก เครื่องบิน บินตรง กรุงเทพมหานคร ไปปักกิ่ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที ด้วยสายการบินไทย ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับประมาณ 17,000 บาท น้ำหนักของกระเป๋าเดินทางไม่เกินท่านละ 20 กิโลกรัม  หากมีน้ำหนักเกินกว่ากำหนด สายการบินจะเรียกเก็บค่าน้ำหนักเพิ่มตามอัตราที่กำหนด ควรตรวจดูป้ายชื่อติดกระเป๋าทุกครั้ง และนำสัมภาระขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 7 กิโลกรัม

เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 23.50 ถึงสนามบิน Beijing Capital International Airport (ปักกิ่ง) เวลา 05.30 น. ครับ 

เดินทางวันที่สอง เดินทางออกจากสนามบิน ด้วย Airport Express Terminal 3 > Dongzhimen > Yonghegong > สถานี Dongsi เพื่อมา ที่พัก 161 โฮเต็ล (161 Hotel) มีแผนที่ด้านล่างประกอบเพื่อกันหลงครับ

ส่วนวิธีการขึ้น รถไฟฟ้า Airport Express ไปตัวเมืองปักกิ่ง ไม่ยากครับ

1. เปิดตามป้ายเพื่อไปสถานี Airport Express Train

2. ซื้อตั๋วโดยสารจากเครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ ซึ่งสถานีปลายทางของเราคือ Dongzhimen แล้วค่อยไปต่ออีกขบวนเพื่อไปที่พักครับ

3. เดินเข้าสถานี โดยยืนรอขบวนรถไฟฟ้าหลังเส้นสีเหลืองครับ

ระหว่างทางวิวพระอาทิตย์ขึ้นสวยงามมากครับ

ในที่สุดก็ถึง ที่พัก 161 โฮเต็ล (161 Hotel) ของทริปนี้ทั้งสองคืนในปักกิ่ง จอง ห้องอีโคโนมี่ (Economic room) ห้องละ 1,207 บาทต่อคืน No. 161, Li Shi Hu Tong, Dong Si Nan Da Jie,Dongcheng District, ถนนหวังฟูจิ่งและพระราชวังต้องห้าม, ปักกิ่ง, จีน 100010 (ดูแผนที่)

หลังเก็บข้าวเก็บของกันแล้วเดินทางด้วยได้เวลานั่งรถไฟฟ้าใต้ดินเที่ยวปักกิ่งกันแล้วครับ

สถานที่แรก คือ จัตุรัสเทียนอันเหมิน

เดินทางได้โดยนั่ง Subway มาลงที่สถานี Tiananmen West, Tiananmen East หรือ Qianmen

จัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นจัตุรัสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีความยาวตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้ 880 เมตร ทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก 500 เมตร พื้นที่ทั้งสิ้น 440,000 ตารางเมตร สามารถจุประชากรได้ถึง 1,000,000 คน

ปัจจุบันจัตุรัสเทียนอันเหมินนับเป็นจัตุรัสใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัตุรัสเทียนอันเหมินล้อมรอบด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญ ได้แก่ หอประตูเทียนอันเหมินที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือสุดของจัตุรัส ธงแดงดาว 5 ดวงผืนใหญ่โบกสะบัดอยู่เหนือเสาธงกลางจัตุรัส อนุสาวรีย์วีรชนใจกลางจัตุรัส มหาศาลาประชาคมด้านทิศตะวันตกของจัตุรัส ตลอดจน พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ชาติจีนทางฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ทางด้านทิศใต้ยังมี หอรำลึกท่านประธานเหมาและหอประตูเจิ้งหยางเหมิน  หรือเฉียนเหมิน

ถานที่ที่สอง คือ พระราชวังต้องห้าม เป็นไฮไลต์ในการมาปักกิ่ง ใครมาปักกิ่งไม่มาที่นี่เหมือนยังไม่มาถึงปักกิ่งครับ

เดินทางได้โดยนั่ง Subway มาลงที่สถานี Tiananmen West, Tiananmen East หรือ Qianmen

จากชื่อภาษาจีน แปลตามตัวอักษรได้ว่า “เมืองต้องห้ามสีม่วง” พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจตุรัสเทียนอันเหมิน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามได้ทางจตุรัสนี้ ผ่านประตูเทียนอันเหมิน บริเวณรอบจตุรัสเทียนอันเหมิน เรียกว่า อาณาเขตหลวง โดยมีสิ่งก่อสร้างสำคัญอยู่โดยรอบ เช่น มหาศาลาประชาคม ในอดีต พระราชวังแห่งนี้ เป็นเขตหวงห้ามไม่ไห้ประชาชนเข้า แม้ข้าราชการชั้นสูง ยังต้องขออนุญาต เป็นกรณีพิเศษ จึงเรียกพระราชวังนี้ว่า “พระราชวังต้องห้าม”

แม้ว่าประเทศจีนจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พระราชวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน และภาพประตูเทียนอันเหมินก็ยังปรากฏอยู่ในตราประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย นอกจากนี้ พระราชวังต้องห้ามยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลจีนได้มีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อจะอนุรักษ์สภาพของอาคารและสวนหย่อมไว้

ยูเนสโกได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้ามร่วมกับพระราชวังเสิ่นหยางเป็นหนึ่งในมรดกโลกในนาม พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง เมื่อ พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987)



เดินทางวันที่สาม

การเดินทางวันนี้ ไป กำแพงเมืองจีน รอบๆปักกิ่งนั้นมีกำแพงเมืองที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเยอะมากครับ ดังรูป เป็นสิบเลย สภาพแตกต่างกันไปตามบูรณะแต่ที่เด่นๆ ผมเลือกไป Jinshanling ตามกรอบสีส้มครับ

การเดินทางเริ่มต้นที่สถานีรถบัส Dongzhimen ครับ การเดินทางนั่งรถไฟใต้ดิน มาสถานี Dongzhimen สถานีอยู่ในวงกลมสีแดงเลยคับ

การเดินทางไปขี้นรถเมล์สาย 980 ที่สถานีรถบัส  ประมาณไม่เกินสองชั่วโมงก็จะถึง Miyun ครับ ระยะทาง 100 กว่ากิโลเอง

แล้วต่อรองกับแท๊กซี่ ถามที่หาข้อมูลมา 280 หยวน แต่ผมสามารถต่อราคาได้ 240 หยวนครับ มาส่งที่เดิมครับ

ขอบคุณข้อมูลการเดินทาง จาก  http://pantip.com/topic/13119745 หรือ http://www.facebook.com/Worldwantswandering

การเดินทางกันจากปักกิ่ง ถึง กำแพงเมืองจีนแล้ว เสียค่าธรรมเนียม 40 หยวน ก่อนเดินทางขอนำแผนที่การเดินมาก่อนครับ

เดินจาก Brick Crenel ถึง Houchuan Kou แล้วเดินกลับมาจุด Check-in ครับ

ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ดูรูปด้านล่างแทนคำบรรยายและกันครับ

ขากลับ มาจุด Check-in สภาพทางเดิน ดังรูปด้านล่างครับ

การเดินทางกลับ โดยรถเมล์สาย 980 สายเดิม กลับ สถานีรถบัส Dongzhimen เพื่อเที่ยวต่อในกรุงปักกิ่งครับ

สถานที่สุดท้ายของวันนี้ และของทริปนี้ด้วย คือ สนามกีฬาโอลิมปิก เดินทางมาได้โดยมาลงสถานี Olympic sport center ครับ

เดินทางวันที่สี่ (วันสุดท้าย)

งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกลาครับ ผมเดินทางกลับประเทศไทย ด้วย สายการบินไทย เดินทางจากสนามบิน Beijing Capital International Airport (ปักกิ่ง) เวลา 06.45 น. ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 10.55 ถึง ครับ

ส่วนทริปต่อไปจะเดินทางไปไหนกัน ติดตามชมเพิ่มเติมกันได้ที่ Facebook : http://www.facebook.com/TeawMuN

หน้าแรกเที่ยวประเทศจีน

หน้าแรกเว็บ (7621)

เที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง

เที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง

การเดินทางไปเกาหลีใต้

การเดินทางไปปูซาน

แผนที่รถไฟกรุงโซล

แผนที่รถไฟปูซาน

รู้จักกับบัตร T-Money

คู่มือการเที่ยวเกาหลี (26 MB)

เตรียมตัวก่อนเดินทาง การเดินทางไปเกาหลีรอบนี้ เที่ยวแบบเจ็ดวันห้าคืน นอน ที่พักชินชอนโฮสเทล สามคืนในโซล นอน ปูซาน ที่พักเอส-วัน โมเต็ล (S-One Motel) หนึ่งคืน และกลับมานอน ที่พัก Gallerya Hotel คืนสุดท้ายในโซลครับ

เดินทางวันแรก เดินทางด้วย สายการบิน Jin Air ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับประมาณ 12,000 บาท เนื่องจากไม่ได้จองโปรโมชั่นไว้ครับ สายการบินนี้มีแต่ทัวร์คนไทยทั้งนั้นเลยครับ น้ำหนักของกระเป๋าเดินทางไม่เกินท่านละ 20 กิโลกรัม ควรเป็นกระเป๋าที่มีล้อลาก หากมีน้ำหนักเกินกว่ากำหนด สายการบินจะเรียกเก็บค่าน้ำหนักเพิ่มตามอัตราที่กำหนด ควรตรวจดูป้ายชื่อติดกระเป๋าทุกครั้ง

เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 22.30 ถึงสนามบินอินชอน 06.00 น. ครับ

เดินทางวันที่สอง หลังจากถึงสนามบินอินชอน ภาพแรกที่ผมหิมะตก สวยมากเลยครับ

หลังจากถ่ายรูปสนามบินอินชอน ซักพัก ต้องถึงด่านอรหันต์ ก่อนเข้าประเทศเกาหลีต้องผ่าน 3 ด่านครับ

1.ด่านแรก – ด่านตรวจสุขภาพครับผม อันนี้แค่กรอกรายละเอียดในใบตรวจสุขภาพให้ครบถ้วนเรียบร้อย

2.ด่านที่สอง – อันนี้สำคัญมากครับ เจ้าหน้าที่จะทำการประทับตราและสุ่มเรียกสอบถามว่าเรามาทำอะไร กี่วัน นอนที่ไหนครับ ซึ่งหลักฐานที่เราควรเตรียมไปเพื่อช่วยในการผ่านด่านคือ ใบจองที่พัก ตั๋วเครื่องบินขากลับ เพื่อแสดงความน่าเชื่อถือของเราครับ

3.ด่านสุดท้าย – ยื่นใบศุลกากรก็เป็นอันเสร็จสิ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://seoulcafe2013.blogspot.com/2013/06/blog-post_27.html

เดินทางเก็บของเข้า ที่พักชินชอนโฮสเทล อยู่สถานีรถไฟ  ehwa university
สามารถศึกษา แผนที่รถไฟกรุงโซล จาก การเดินทางไปเกาหลีใต้

หลังจากเก็บข้าวเก็บของกันแล้ว เริ่มต้นเดินทางกันแล้วว

จุดหมายปลายทางแรก หมู่บ้านฝรั่งเศส(La Provence)

เดินทางไปง่ายมากครับ มุ่งหน้าไปสถานี Cheongpyeong แต่ว่าการต่อด้วยแท็กซี่จะแพงมากอยู่ ค่าแท็กซี่ประมาณ 15,000 วอนได้ นั่งแท็กซี่ไปประมาณยี่สิบนาที บอกว่า “ปือ-ติ๊ด-ผึ-ราง-สึ” (เป็นการอ่านออกเสียงคำว่า Petite France แบบเกาหลีค่ะ)

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/mayjiw/2011/01/22/entry-5

จุดหมายปลายสอง เกาะนามิ การนั่งรถไฟฟ้าไม่ยากนัก พอไปถึงสถานีกาพยอง ก็เรียบร้อย นั่งแท็กซี่หรือรถเมล์ได้ตามสบาย แต่ถ้าตัดสินใจลุยรถเมล์ ก็ต้องมาขึ้นที่บัสเทอมินัลเช่นกัน เลือกสาย 1330-2, 1330-3 และ 8004 ค่ะ จะไปลงที่บัสเทอมินัลของกาพยอง (ป้ายชื่อ กาพยองเทอมินัล ค่ะ) หรือบางคันอาจจะลงที่ นามิซอมอิบกุ (ทางเข้าเกาะนามิ) เลยก็ได้ค่ะ การเดินทางด้วยรถเมล์จากชองพยองก็น่าจะกินเวลาซักครึ่งชั่วโมงครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/mayjiw/2011/01/22/entry-5 นั่งเรือข้ามฝั่งกันต่อเลย ค่าเรือไปกลับ รวมค่าเข้าชม 8,000 วอนครับ

เรือเทียบท่า เกาะนามิ แล้ว ลุยกันต่อเลยครับ

อาหารกลางวันมื้อแรกคือ ทัคคาลบี หรือ ไก่ผัดซอสไตล์เกาหลีนำไก่หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำใส่แป้งต๊อกเกาหลี,มันหวานและผักต่างๆผัดกับซอสแดงเกาหลีในกระทะแบนขนาดใหญ่พอสุกนำผักกาดหอมห่อพอดีคำรับประทานสักพักนำข้าวปรุงรสผัดในกระทะเสิร์ฟพร้อมกิมจิและน้ำซุปสาหร่ายร้อน ๆ

อิ่มหนำสำราญกันแล้ว เดินทางเข้าโซลเพื่อไปเที่ยวกันต่อครับ
จุดหมายปลายทางที่สาม คือ วัดวาวูจองซา
Directions : Jamsil Station (Subway Line 2), Exit 6 or 7. Take Bus 5600 or 5800 to Yongin Intercity Bus Terminal. From the terminal take the bus bound for Wonsam (원삼). Get off at Wawoojongsa Temple.
Gangnam Station (Subway Line 2), Exit 10 Take Bus 5001 or 5002 to Yongin Intercity Bus Terminal. From the terminal take the bus bound for Wonsam (원삼).
Get off at Wawoojongsa Temple. Bus 5001, 5002, 5006, & 5008 each comes at 15-min intervals

ขอบคุณข้อมูลจาก http://english.visitkorea.or.kr/enu/SI/SI_EN_3_1_1_1.jsp?cid=1312088

หลังจากเที่ยวเสร็จแล้วเดินทางกลับมา Jamsil Station (Subway Line 2) เพื่อนั่งรถบัสสาย Bus #: 1007 ไปจุดหมายต่อไป

จุดหมายปลายทางที่สี่ คือ ป้อมปราการฮวาซอง ค่าเข้าชม 1,000 วอนครับ

อาหารมื้อเย็นของวันนี้ เป็นแบบบุฟเฟต์ครับ ^_^


เดินทางวันที่สาม

จุดหมายปลายทางแรก คือ เที่ยวสกีรีสอร์ท ซึ่ง การเดินทางไปสกีรีสอร์ท ผมเลือกเดินทางด้วย Shuttle Bus ครับ


Daewon Express Bus(=Purple ski bus),Tel. 82-2-575-7710, 82-2-2201-7710 (ENGLISH) One Way ₩ 16,000(Adult) / ₩ 13,000(Child) Round Trip ₩ 30,000(Adult) / ₩ 24,000(Child)

Period Departure
12/11~Feb. 13:00 at Parking lot in front of Tower Condo in YongPyong Everyday
12/11~Feb. 17:00 at Parking lot in front of Tower Condo in YongPyong Everyday

ถึงสกีรีสอร์ทแล้ว ได้เวลาเที่ยวสกีรีสอร์ทแล้วครับ แนะนำว่าควรเดินทางไปแต่เช้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ทั้ง Lift & Gondora Pass และ ค่าเช่าอุปกรณ์สกี จะถูกกว่ามากครับ ครั้งนี้ ค่าใช้จ่ายเสียค่าเช่าอุปกรณ์สกี 22,000 วอนเท่านั้น เพราะเสียดายค่า Lift & Gondora Pass เนื่่องจากเล่นไม่เป็นเลยตัดใจไม่เอาครับ
ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ดูได้จาก เที่ยวสกีรีสอร์ท ครับ

ได้เวลาอันสมควรเดินทางกลับจากสกีรีสอร์ทตอน 13.00 น. กลับมาจากสกีรีสอร์ท ด้วยสภาพความหิวโซมาก เลยจัดเต็มเลย

อาหารมื้อเที่ยงวันนี้ คือ คาลบี้ : หมูย่างเกาหลี เนื้อหมูส่วนซี่โครง หมักซอสสูตรพิเศษ ย่างบนเตาร้อนๆ เวลารับประทานใช้กรรไกรตัดพอดีคำ ห่อผักกาดหอมสดๆรับประทานพร้อมข้าวสวยและเครื่องเคียงต่างๆ ถือเป็นอาหารยอดนิยมของคนเกาหลี

จุดหมายปลายทางที่สอง คือ สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ โดยนั่งรถโดยสายจาก Jamsil : No. 5700 และช่วงนี้สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไปเที่ยวเกาหลี เข้าไปพิมพ์เอกสารแผ่นด้านล่าง ก็จะได้รับส่วนลดเพิ่มครับ
Discount Coupon

สามารถโหลดคู่มือเที่ยว ได้ที่นี่ครับ

หลังจากสนุกกับเที่ยวสวนสนุกกันแล้ว เดินทางไปสถานี Namsan เพื่อไปจุดหมายต่อไป
จุดหมายปลายทางที่สาม คือ N Seoul Tower
เดินทางด้วยรถโดยสาร Namsan Shuttle Bus No. 02 ราคา 950 วอน และ 850 วอน สำหรับบัตร

ค่าเข้าชม N Seoul Tower ตามด้านล่างครับ

บรรยากาศสวยงามมากจริงๆ ครับ

จุดหมายสุดท้ายวันนี้ คือ ชอปปิ้งตลาดทงแดมุน สามารถเดินทางไปโดยใช้ Seoul Subway Line 2 Dongdaemun Stadium Station, or Line 1 or 4 Dongdaemun Station

เดินทางวันที่สี่

จุดหมายปลายทางแรกวันนี้ คือ บลูเฮ้าส์ หรือทำเนียบประธานาธิบดี โดยนั่งรถไฟใต้ดินสาย 3 ไปลงที่ Gyeongbokgung Palace Station, Exit 5 จะเดินไปเจอจัตุรัสนกฟินิกซ์

จากอนุสาวรีย์นกฟีนิกซ์เราก็เดินเลาะๆทางกำแพงของพระราชวัง Gyeongbokgung ตรงนั้นมองเข้าไปก็จะพบกับอาคารหลังคาสีฟ้าหรือ Blue House นั่นเอง ว่ากันว่า Cheongwadae ตั้งอยู่ในตำแหน่งฮวงจุ้ยดีที่สุดของกรุงโซล คือด้านหลังเป็นภูเขาด้านหน้าเป็นแม่น้ำ

เดินตามทางเดินมาเรื่อย จะเจอกับ

จุดหมายปลายทางที่สอง คือ พระราชวังเคียงบกกุง เป็นพระราชวังที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของเกาหลี สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1394 สมัยราชวงศ์โซซอน เป็นศูนย์บัญชาการและที่ประทับของกษัตริย์ ถือเป็นจุดที่ตั้งตามหลักฮวงจุ้ยที่ดีที่สุด ค่าเข้าชม 3,000 วอนครับ

พลับพลากลางน้ำ

เดินออกจาก พระราชวังเคียงบกกุง บริเวณ จตุรัสควังฮวามุน นี้ประกอบไปด้วย รูปปั้นของ พระเจ้าเซจงมหาราช (statue of King Sejong)

จุดหมายปลายทางที่สาม คือ วัดพงอึนซา สามารถเดินทางมาได้ง่ายโดย MRT สายสีเขียว สถานี Samseong exit 6 จากนั้นเดินตามเส้นสีแดงไปประมาณ 500 เมตร ผ่าน Coex Mall

วัดดังท่ามกลางย่านธุรกิจ ตึกสูงย่านกังนัม(Gangnam) สร้างขึ้นในปี ค.ศ.794 ในสมัยอาณาจักรชิลลา วัดนี้เป็นวัดพุทธนิกายมหายาน การกราบพระต้องกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ (การให้ส่วนสำคัญของร่างกายทั้ง 8 ส่วน ได้แก่ มือ 2 เท้า 2 เข่า 2 ลำตัว และหน้าผากสัมผัสกับพื้น เหมือนเห็นในหนังเกาหลียุคโบราณ ซึ่งการกราบแบบนี้ มีต้นแบบมาจากชาวทิเบต)

จุดหมายปลายทางวันนี้ คือ ชอปปิ้งตลาดเมียงดง เดินทางไปสถานี Subway Euljiro 1-ga Station, Subway Line 2  ประตูทางออก 6 เป็นศูนย์รวมแฟชั่นล่าสุดของเกาหลี อะไรที่กำลังอินแทรนด์มาหาดูเลือกซื้อได้จากที่นี่ ตามถนน ตรอก ซอยในย่านนี้เต็มไปด้วยร้านจำหน่ายเสื้อผ้าทั้งโลคอลแบรนด์ และแบรนด์เนมชื่อดัง รวมทั้งร้านขายเครื่องสำอาง เครื่องประดับ กระเป๋า วัยรุ่นที่มาเดินแถวนี้ แต่งตัวดูดี มีสีสันกว่าน่านอื่นๆหากอยากดูว่าสาวเกาหลีแต่งตัวแบบไหน สวยเพียงใด ต้องมาแอบดูแถวนี้รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

อาหารมื้อสุดท้ายวันนี้ คือ Bulgogi เป็นเนื้อหมูสไลด์ที่ผ่านการหมักด้วยเครื่องปรุงจนได้ที่นำมาผัดรวมกับผักสดนานาชนิดบนกระทะร้อนๆรับประทานพร้อมเครื่องเคียงและข้าวสวยร้อนๆ มีกลิ่นหอมน่าลิ้มลอง

เดินทางวันที่ห้า

โปรแกรมวันนี้คือไปเที่ยวเมืองปูซาน โดยใช้บริการ KTX ซึ่งผมได้จอง KTX Happy Pass ไว้ก่อนเดินทางแล้ว ส่วนขั้นตอนการจองดูรายละเอียดได้ที่ การเดินทางไปปูซาน ได้ครับ

การเดินทางรอบนี้ ผมเลือกรอบรถไฟ 06.00 น. ถึงปูซาน 08.47 ครับ เพื่อจะได้มีเวลาเที่ยวมากขึ้นครับ

…ใช้เวลาเดินทาง 2.45 ชั่วโมง ก็เดินทางถึงปูซานแล้วครับ

เดินทางไป ที่พักเอส-วัน โมเต็ล (S-One Motel) อยู่ใกล้สถานี haeundae ทางออก 5

อาหารมื้อเที่ยง เป็น อาหารเกาหลี ผมไม่แน่ใจมาเรียกอะไร จัดเต็มและอร่อยดีครับ

โปรแกรมแรกวันนี้ คือ Busan City Tour ค่าโดยสาร 10,000 วอน เลือกรถแบบ Open-Top Bus หลังคาเปิดโล่ง

ส่วนเส้นทาง City Tour มีสองเส้นทาง ผมเลือกเส้นทาง Taejongdae Tour

บรรยากาศระหว่างทางดูได้จากรูปได้เลยครับ ^_^

โปรแกรมที่สอง คือ วัดแฮดอง ยงกุงซา เป็นวัดริมทะเล สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1376 สมัยราชวงศ์โครยอ

ผมเลือกใช้บริการรถแท๊กซี่เดินทางไปวัดครับ

ถึงวัดเรียบร้อยแล้วจ้า วิวสวยมากเลยย

อาหารมื้อเย็นวันนี้ คือ หมูย่างเกาหลี หน้าตาน่าทานดีไหมเอ่ยย

โปรแกรมสุดท้ายของเราวันนี้ คือ หาดแฮอึนเด เป็นหาดที่สวยงามหาดหนึ่งของเมืองปูซาน ลมเย็นนั่งชิวๆเลยจ้า

มาง่ายๆ ด้วย MRT สายสีเขียวลงสถานี Haeundae exit 3
แล้วเดินตามลูกศรไปประมาณ 400 เมตร

ขอบคุณข้อมูลเว็บ http://korea-guides.blogspot.com/2012/04/haeundae_23.html

เดินทางวันที่หก

เดินทางวันนี้ ต้องกลับโซลกันแล้ว ถึงโซลตอนเที่ยงเข้า ที่พัก Gallerya Hotel

โปรแกรมแรกวันนี้ คือ เที่ยวไร่สตรอเบอรี่ Uncle Strawberry’s Farm ขึ้นรถโดยสารไป Nonsan ที่ Dong Seoul Bus Terminal. รอบ 14.20 น. ใช้เวลาเดินทาง 2.20 ชั่วโมง แล้วนั่งแท๊กซี่ 10-15 นาทีครับ

เนื่องจากเหนื่อยจากการเดินทางจากปูซาน มาโซล แล้วเดินทางไป เที่ยวไร่สตรอเบอรี่ Uncle Strawberry’s Farm เดินทางกลับโซล หมดแรงเลยครับ

เดินทางวันที่เจ็ดวันสุดท้าย

อาหารมื้อเช้าวันสุดท้ายและเป็นมื้อสุดท้ายของการมาเกาหลีรอบนี้ คือ ไก่พะโล้ อร่อยมากครับ

หลังจากกินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เก็บข้าวเก็บของเตรียมตัวไปสนามบินอินชอนแล้วครับ

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เดินทางกลับกรุงเทพ เป็นอันจบทริปเกาหลีนี้แล้วครับ ^__^

หน้าแรกเที่ยวเกาหลี (9163)

เที่ยวบาหลีด้วยตัวเอง

เที่ยวบาหลีด้วยตัวเอง

วางแผนการเดินทาง

การเดินบาหลีครั้งนี้ เดินทางทั้งหมด 5 วัน 4 คืน โดยพักที่ Ubud 2 คืน Lovina 1 คืน และที่ Kuta 1 คืน เรื่องการแลกเงินไปบาหลีแนะนำให้แลกเป็นเงิน USD ไปแล้วค่อยไปแลกเป็นเงินรูปีที่บาหลีจะได้อัตราแลกเปลี่ยนดีกว่าครับ ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวรอติดตามกันต่อนะครับ

การเดินทางไปบาหลี

แผนที่เที่ยวบาหลี

เดินทางวันแรก

การเดินทางวันแรกด้วยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบิน FD2970 เดินทางถึงบาหลี 11.25 ตรงเวลามากครับ

ส่วนการเดินทางในบาหลี ผมแนะนำคนนี้เลยครับ Teddy งานเค้าค่อนข้างเยอะ เพราะแอบดูตารางงานแล้วไม่ค่อยว่างเลย เผื่อใครสนใจจะใช้บริการ ก็ลองติดต่อที่เมล์นี้ค่ะ ketutsudirta@hotmail.com คงต้องจองล่วงหน้านานหน่อยครับ

ส่วนเวลาเข้าประเทศต้องกรอกเอกสารตรวจคนเข้าเมือง

การกรอกใบเข้าเมืองต้องขอขอบคุณรูปภาพจาก http://www.emagtravel.com/archive/bali-trip.html

เดินทางสองวันแรก ที่พัก Jati 3 Bangalows ส่วนภาพบรรยากาศโรงแรมค่อนข้างสบายและสวยมากๆด้วย

หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมวันแรก คือ Uluwatu Temple วัดริมหน้าผา เป็นวัดที่เห็นวิวริมหน้าผาสูงมองเห็นมหาสมุทรอินเดีย ตั้งอยู่บนผาสูง 70 เมตร เหนือฝั่งมหาสมุทรอินเดีย มีลิงจำนวนมาก ซึ่งต้องระมัดระวังแว่นตา กระเป๋าถือ และพวกกิ๊ปติดผมสีสดๆ อาจโดนเจ้าลิงพวกนี้ฉกไปได้นะครับ

ค่าเข้าชม 20,000 รูเปีย ประมาณ 70 บาทครับ

โปรแกรมต่อไปวันนี้ คือ การแสดงระบำคะชัก เป็นการแสดงที่มีชื่อเสียงที่สุดของบาหลีครับ

เดินทางวันที่สอง

โปรแกรมแรกวันนี้ คือ การแสดงระบำบาลอง ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 80,000 รูเปีย เด็ก 40,000 รูเปีย

ระหว่างทางเจอนาข้าวขั้นบันได เลยแวะถ่ายรูปมาให้ชมครับ นาข้าวที่นี่สวยเป็นระเบียบมากเลยครับ

โปรแกรมที่สองวันนี้ คือ บุฟเฟ่ต์กลางวันวิวภูเขาไฟเป็นบุฟเฟต์คนละ 80,000 รูปี

ระหว่างทางไปโปรแกรมที่สาม Besakih mother temple แวะชมวิวระหว่างทางครับ

ถึงโปรแกรมที่สาม Besakih mother temple เป็นสถานที่สวดบูชาที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของเกาะ วัดนี้ต้องนุ่งโสร่ง มาที่นี่ต้องคอยระวังจะมีมาเฟีย คอยรีดไถ่ขอเงินบริจาคจากนักท่องเที่ยวและเสนอตัวเป็นไกด์

ถึงโปรแกรมที่สี่ วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ค่าเข้าชม 6,000 รูเปีย


เดินทางวันที่สาม

โปรแกรมแรกวันนี้ คือ ตลาดปราบเซียน Lovina ต่อราคาเยอะ ๆ  ของจะราคาถูกกว่าในเมือง Ubud และ Kuta

โปรแกรมที่สอง คือ Taman Ayun/ mengwi royal temple ซึ่งเป็นวัดที่เคยเป็นวังเก่ามาก่อน  เสียค่าเข้าคนละ 15,000 รูเปีย  ด้านหน้าบริเวณทางเข้ามีหอสูงคล้ายหอระฆังบ้านเราให้ขึ้นไปชมวิวได้ด้วย สามารถเดินได้โดยรอบของส่วนที่เป็นเจดีย์แต่ไม่สามารถเข้าไปด้านในได้  หลังคาของวัดจะเรียงจำนวนชั้นอย่างสวยงาม

โปรแกรมที่สาม แวะชมนาข้าว Jati Luwih rice terrace เป็นนาข้าวขั้นบันไดอีกแห่งหนึ่งครับ เสียค่าเข้า 20,000 รูเปีย

โปรแกรมที่สี่วันนี้คือ Beratan temple ค่าเข้าชมสำหรับที่นี่คนละ 10,000 รูเปีย วัดตั้งอยู่บริเวณกลางน้ำริมทะเลสาบ มีฉากหลังเป็นภูเขาไฟ วัดนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่ชาวเบดูกูลสร้างขึ้นเพื่อสักการะบูชาพระแม่แห่งทะเลสาบของพวกเขา

จากเที่ยวมาทั้งวันแล้ว ผมเลยตัดสินใจเข้าที่พัก Sartaya Hotelครับ ห้องละ 1,005 บาท

เดินทางวันที่สี่

โปรแกรมแรกของวันนี้ คือ การล่องเรือชมโลมา ตอนตีห้าครึ่งครับ ค่าเรือคนละ 60,000 รูเปียครับ

โปรแกรมที่สอง คือ Banjar hot spring

โปรแกรมที่สาม คือ วัดพุทธ ที่บาหลี ครับ

โปรแกรมที่สี่ คือ ชมวิวทะเลสาบ Twin Lake

โปรแกรมที่ห้า คือ เที่ยวชมไร่สตรอเบอรี่ ครับ

โปรแกรมสุดท้ายของวันนี้ คือ Tanah lot วัดกลางโขดหินกลางทะเล ค่าเข้าชมคนละ 30,000 รูเปียครับ

ที่พักคืนสุดท้ายของทริปนี้ผมเลือกพัก โรงแรมเบสเวสเทิร์น คูตาบีช ห้องพักแบบ ห้องสแตนดาร์ด รวมอาหารเช้า ประมาณ 1,500 บาท

หลังจากเก็บข้าวของกันเสร็จแล้ว เดินเล่นชายหาดยามค่ำคืน

เดินทางวันที่ห้า

งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกลาครับ ผมเดินทางกลับประเทศไทย ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบิน FD 2971 ถึงประเทศไทยตรงเวลา 15.15 น. ครับ ทริปหน้าผมจะพาไปเที่ยวที่ไหนยังไงติดตามกันต่อนะครับ ^__^

สุดท้ายต้องขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านตั้งแต่แรกจนจบ ทริปต่อไปจะไปที่ไหน ติดตามชมรายละเอียดได้ที่

Facebook : http://www.facebook.com/TeawMuN

หน้าแรกเที่ยวประเทศอินโดนีเซีย (6598)

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

วางแผนเดินทางกันก่อน

เนื่องจากประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ต้องขอวีซ่าในการเข้าประเทศ ดังนั้นต้องท่านใดที่ต้องการไปเที่ยวญี่ปุ่นควรวางแผนการท่องเที่ยวตั้งแต่ 45 วันก่อนเดินทางครับเป็นอย่างน้อยไม่งั้นมีหวังไม่ได้ไปตามแผนที่วางไว้แน่นอนครับ โดยตามโปรแกรมผมจะเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองทั้งหมด 7 วัน คือพักที่โตเกียว 3 คืนแรก พักที่โอซาก้า 2 คืนถัดไป และพักที่นาริตะ ในคืนสุดท้าย ซึ่งผมได้ทำ โปรแกรมแผนการเที่ยวญี่ปุ่น ไว้เป็น PDF ไฟล์นะท่านใดอยากได้ Excel ไฟล์ ติดต่อส่วนตัวได้ครับ แต่ต้องบอกก่อนนะครับ โปรแกรมแผนการเที่ยวเป็นแค่เบื้องต้นส่วนเที่ยวจริง ผมอาจเที่ยวไม่ครบตามแผนการเที่ยวเนื่องจากเวลา อากาศ รวมทั้งการเดินหลงหาทางในสถานีรถไฟฟ้าด้วยครับ

การเดินทางไปญี่ปุ่น

สายการบินสู่ประเทศญี่ปุ่น

ขอวีซ่าญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

รถไฟฟ้าใต้ดิน

การใช้เว็บ hyperdia ตรวจสอบเวลารถไฟที่ญี่ปุ่น

แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดิน JR East

แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดินโตเกียว

แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดินเกียวโต

แผนที่รถไฟฟ้าใต้ดินโอซาก้า

ข้อมูลพื้นฐานก่อนเดินทาง

การขอใบภาษีคืนในญี่ปุ่น

ของฝากจากญี่ปุ่น

หลังจากเกริ่นแนะนำการเตรียมตัวก่อนเดินทางกันแล้ว ได้เริ่มเดินทางวันแรกกันแล้ว ^_^

เดินทางวันแรก ผมจองตั๋วเดินทางด้วย สายการบิน Delta Airline บินตรงสู่สนามบินนาริตะ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เที่ยวบิน DEL 284 BKK 05.55- NRT (Terminal 1) 13:55  โดยเครื่องบิน: Airbus A330 ได้ประตูทางออก G5 ผมมาถึงสนามบินตอนตีสองครึ่ง คนไม่เยอะเท่าไหร่ครับ Checkin ตั๋วเครื่องบินเสร็จ Load กระเป๋าลงเครื่องซึ่งน้ำหนักกระเป๋าต้องไม่เกิน 23 กิโลกรัมต่อใบ แล้วกรอกใบ Immigration ขาออกประเทศไทย เสร็จแล้ว ให้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งได้ครับ ซึ่งโปรแกรมวันแรกคือ Megaweb ShowcaseGiant Sky WheelVenus Fort ที่เดียวครับ

ตัวอย่างการกรอกใบ Immigration ขาออกและขาเข้าต้องขอบคุณ feelthai.blogspot.com

หลังจากผ่านด่าน ตม กันมาแล้ว ได้เวลาเดินไปขึ้น Gate G5 ซึ่งเป็น Gate ไกลสุดแล้วครับ ยังไงเผื่อเวลาเดินกันหน่อยนะครับ ตกเครื่องก่อนเดินทางคงไม่สนุกแน่นอน ^ ^

ภายในเครื่อง Airbus A330 ของ สายการบิน Delta Airline เป็นเครื่อง แถวละแปดที่นั่ง แยกเป็น 2-4-2 มีทีวีให้ชมแก้เบื่อบนเครื่อง แถมยังมีอาหาร เครื่องดื่ม บนเครื่องฟรีแบบไม่เสียตังเพิ่มด้วยครับ

ระหว่างอยู่บนเครื่อง ทางสายการบินจะแจกใบ Immigration ขาเข้าและขาออกประเทศญี่ปุ่น และใบ Customs Declaration Form ซึ่งผมได้ทำดังกล่าวให้แล้วครับ คลิก > รายละเอียดข้อมูลการกรอกเอกสาร

หลังจากใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมง ก็ถึงสนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเวลาประเทศญี่ปุ่น เร็วกว่าประเทศไทย อยู่ 2 ชั่วโมง อย่าลืมปรับเวลาให้เป็นเวลาท้องถิ่นก่อนนะครับ

หลังจากลงเครื่องมาแล้ว ผ่านด่านแรก คือ ตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น ยื่นเอกสารใบ Immigration ขาเข้าและขาออกประเทศญี่ปุ่น จะเจอกับด่านที่สอง คือ ด่านศุลกากร ยื่นเอกสารใบ Customs Declaration Form ซึ่งทั้งสองด่านอาจโดนสอบถามเป็นภาษาอังกฤษนิดหน่อย ซึ่งพูดค่อนข้างชัดเข้าใจและสามารถตอบคำถามเพื่อผ่านไม่ยากครับ

หลังจากผ่านด่านสองอรหันต์กันแล้ว เดินทางเอากระเป๋า ขั้นตอนต่อไป สำคัญมากครับ ต้องไปแลก JR Rail Pass ที่ซื้อมาจากประเทศไทย ที่ Japan East Travel Service Center ตามภาพด้านล่างครับ

ทุกท่านต้องกรอกเลขพาสปอร์ต ชื่อที่อยู่ภาษาอังกฤษ วันที่เริ่มใช้ครั้งแรก จะได้บัตร JR Rail Pass ซึ่งเงื่อนไขบัตรสามารถใช้กับสถานี Jr ได้ทั่วประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึง NEX Express ที่วิ่งเข้าโตเกียว ยกเว้น Toei Subway และ Tokyo Subway ซึ่งต้องซื้อตั๋วต่างหากครับ แต่สามารถจองที่นั่งได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นตลอดระยะเวลาตามอายุบัตร

ซึ่งที่นี่สามารถจองที่นั่งได้เลย ผมเลยจัดฉลองปฐมฤกษ์ซะเลย หน้าตาตั๋วที่จองเป็นแบบด้านล่างนี้

พอได้ตั๋วแล้ว รายละเอียดตั๋วคือจาก สนามบินนาริตะ ไปสถานี Shinagawa ซึ่งเป็นทางไปที่พักของผมสามวันแรก รถคันที่ 5 ที่นั่ง 4-D เวลาออก 15.15 น. การเดินทางเข้าเมืองโตเกียว จากสนามบินนาริตะ

วิธีการขึ้นรถไฟฟ้าในการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ครั้งแรกหลักๆ ดูเวลา กับขบวนเป็นหลัก จะมีป้ายชัดเจน ว่าจะขึ้นขบวนไหน ชานชาลาไหน ตู้ไหนที่มีการจอง ตู้ไหนที่ขึ้นได้ถ้าไม่ได้จองล่วงหน้าครับ

ภายในที่นั่งค่อนข้างสะดวกสบาย มีห้องน้ำ ตู้กดน้ำอัตโนมัติ แล้วที่โดนใจสุดๆ คือที่ชาร์ตแบตนี่แหละ

พอรถไฟถึงสถานี Shinagawa แล้ว ที่ชอบอย่างของญี่ปุ่น ก่อนลงจะมีแผนที่ในสถานีรถไฟนั้นๆ เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวหลงทาง บ้านเราน่าจะมีบ้างคงจะดี ^^

ตามแปลนผมต้องไปลง Shinagawa ต่อสาย Yamanote Line ไปลง Gotamba

มาวันแรกก็หาทางออกไปต่อสาย Asakusa Line ต้องถามทางกันยกใหญ่ ไหนจะสัมภาระอีก ยังไงก็เผื่อเวลาหลงเหมือนผมไว้หน่อยจะดีมากเลย

จากนั้นต่อสาย Asakusa Line ไปลง Magome ซึ่งเป็นที่พักของผมสามวันแรก ถึงสถานีจัดการซื้อ Toei Pass 1 Days 700 Yen กันเลยครับ วันนี้ใช้บริการแต่เส้นทางนี้ ยังไงก็คุ้มครับ

ในที่สุดก็ถึงที่พัก Tokyo Inn (Small double – non smoking) ราคาห้องพักที่ผมจองไว้ราคาตกคืนละ 2600 กว่าบาทต่อคืนต่อห้องครับ อยู่สถานี Magome ทางออก 3 เดินมาทางซ้าย โรงแรมอยู่ติดกันเลยครับ

วิธีเปิดไฟ ใช้กุญแจเสียบแล้วหมุนไปทางด้าน On ครับ ไฮเทคเกิ๊นน

ห้องพักค่อนข้างเล็กครับ เดินชนกันก็ว่าได้แต่เครื่องอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบ ทีวีภาษาญี่ปุ่นล้วนต้องทำใจ ตู้เย็น เครื่องเป่าผม อ่างอาบน้ำ ชักโครกเป็นแบบอัตโนมัติ

เนื่องจากถึงที่พักประมาณหกโมงครึ่ง แต่ที่ญี่ปุ่นมืดแล้ว เลยตัดสินใจเดินทางไปเมืองใหม่เลยครับ

พอถึงสถานี Shimbashi ต้องเสียค่ารถไฟอีก 310 Yen เท่านั้น เนื่องจากสาย Yurikamome Line ยังไม่มี Pass ใดใช้ได้ เลยต้องเสียตังตามระเบียบ 555

ส่วนวิธีซื้อตั๋วในตู้อัตโนมัติที่ญี่ปุ่น ไม่ยากครับ มีภาษาอังกฤษแทบทุกตู้ึครับ เริ่มต้นด้วยเลือกเช็คราคาตั๋วจาก Hyperdia แล้วไปที่ตู้เลยครับ

ขั้นตอนแรกเลือกเมนูภาษาอังกฤษก่อนครับ ต่อไป เลือกราคาตั๋ว ตัวอย่างไป Odaibakahinkoen ราคาตั๋ว 310 เยน เลือก 310 เยน เลือกจำนวนคนปุ่มด้านซ้ายว่าจะเดินทาง หนึ่งคน สองคน สามคน แล้วตู้จะระบุจำนวนเงินที่เราต้องจ่าย ใส่เงินเสร็จ จะได้ตั๋วหน้าตาแบบด้านล่างครับ

เดินผ่านประตูทางเข้า โดยเอาตัวหนังสือขึ้นนะครับ

พอถึงสถานี Odaibakahinkoen แล้วจะเจอตู้ขายน้ำอัตโนมัติ

เดินออกทางขวา แล้วเลี้ยวซ้าย จะเจอทางเชื่อมระหว่างสถานีกับทางไป Megaweb Showcase, Palette Town, Venus Fort

ในที่สุดก็ถึงเป้าหมายแรกของทริปนี้ Megaweb Showcase, Palette Town, Venus Fort

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง หลังจากเดินทะลุ Megaweb Showcase มาแล้วจะเจอร้านอาหาร First Kitchen ผมเลือกกินบะหมี่อบชีทกินกับไข่ลวก เสริฟพร้อมกับมันทอด และมันฝรั่งทอด มื้อนี้โดนไป 950 Yen ตกเป็นเงินไทย 300 บาท T T คิดถึงบะหมี่เกี้ยวบ้านเราเลยคร้าบบ

พอกินเสร็จได้เวลาเที่ยวกันแล้ว เริ่มต้นด้วยนั่งชิงช้าสวรรค์ Giant Sky Wheel ชมเมืองกันซะเลย ค่าบริการ 800 Yen ต่อคน แต่ถ้ามาเป็นกลุ่มไม่เกิน 6 คนนั่งกระเช้าเดียวราคาเหมา 3000 Yen ซึ่งผมมา 6 คนที่เลยคับแคบทางที่ดีสี่คนกำลังดีครับ

สามารถนั่งชมวิวเมืองด้านบนครบหนึ่งรอบใช้เวลา 16 นาที วิวสวยทีเดียวเลยครับ

ลงจากชิงช้าด้านขวาจะเป็นโซนเกมตู้ญี่ปุ่น

แต่ผมแวะไปถ่ายรูปแปบเดียวเองต้องรีบเดินเที่ยว Venus Fort กันแล้ว โดยไม่ได้เที่ยวMegaweb Showcase เนื่องจากใกล้ปิดแล้วครับ

หลังจากเที่ยวเสร็จแล้ว เดินทางกลับที่พัก แวะร้านค้าใกล้โรงแรมดูของแปลกในร้านค้าที่ประเทศไทยไม่มีกันบ้างครับ

หลังจากหาเสร็จจากร้านค้า เดินกลับที่พักไปสะดุดตาได้เจ้าเครื่องนี้เข้า เป็นเครื่องดูลายมืออัตโนมัติ ไม่ได้ลองเล่นแต่น่าก็แปลกอยู่ึครับ

หลังจากเดินทางเที่ยววันแรก บวกกับความเหนื่อยของการเดินทางจากประเทศไทยมาญี่ปุ่น หลับเอาแรงเพื่อเดินทางวันที่สอง ครับบ

เดินทางวันที่สอง

จากแผนการเดินทางวันนี้ คือ คามาคุระ เที่ยววัดเองงะคุจิวัดพระใหญ่ไดบัตสึ, วัด Hasedera กลับมาอาซากุซะ เที่ยววัดเซนโซจิ ถนนนากะมิเซะ ศาลเจ้าอาซากุซะ แล้วปิดท้ายด้วยเที่ยวย่านกินซ่าครับ

จากแผนการเดินทางเป้าหมายแรกของเรา คือวัดเองงะคุจิ ต้องเดินทาง 3 ต่อด้วยกันครับ

หลังจากเช็คเส้นทางกันแล้ว เดินทางกันเลย ซึ่งบรรยากาศยามเช้าที่นี่สดชื่น อากาศปลอดโปร่งมาก

ถึงสถานี Osaki แล้ว เดินหาสาย JR Shonan-Shinjuku Line(Via Yokosuka Line) เบอร์ 5 เลยจ้า

ในที่สุดก็ถึงแล้ว สถานี KitaKamakura บรรยากาศเงียบมากเลยครับ

สถานที่เที่ยวแรกของเรา คือ วัดเองงะคุจิ ชมบรรยากาศทางเข้าตามภาพเลยนะครับ

ค่าเข้าชมของวัดเองงะคุจิ ผู้ใหญ่ 300 Yen เด็ก 100 Yen บรรยากาศในวัดร่มรื่นมากครับ

หลังจากเที่ยวสถานที่แรกเสร็จแล้วเดินทางไปสถานี Kamakura

ถึงสถานี Kamakura จุดหมายต่อไปก็คือ วัดพระใหญ่ไดบัตสึ ซึ่งสามารถนั่งรถเมล์ที่ด้านหน้าเขียนว่า Daibutsu ไปได้ ค่าตั๋ว 150 Yen ครับ

ถึงแล้วลงรถ เดินข้ามถนนทางเข้าวัดจะอยู่ฝั่งตรงข้ามเลยครับ

วัดพระใหญ่ไดบัตสึ เสียค่าเข้าชม 200 Yen เด็ก 100 Yen ครับ

ก่อนเข้าวัดที่ญี่ปุ่น ธรรมเนียมปฏิบัติคือการล้างมือ แล้วตามด้วยบรรยากาศภายในวัดครับ

เดินวัดเสร็จแล้ว หิวโซมากเพราะบ่ายโมงครึ่งแล้ว เลยเดินไปวัด Hasedera เป้าหมายต่อไปพร้อมทั้งหาของกินด้วย ในที่สุดก็เจอกับร้านราเมนร้านนึง เป็นร้านเล็กซ้ายมือหน้าร้านจะมีรูปถ่ายประธานาธิบดีบารักโอบาม่าที่เข้ามากินที่นี่ ส่วนเรื่องรสชาติบะหมี่ที่นี่อร่อยมากก ค่าเสียหายมื้อนี้ 1000 Yen

กินเสร็จแล้ว เดินตามทางมาเรื่อยๆ เจอร้านค้ามากมาย ให้แวะชมกันครับ

เดินมาถึงแยกนี้ เลี้ยวขวาเดินตามทางไปเรื่อยจะเจอกับเป้าหมายต่อไป วัด Hasedera

เดินมาประมาณห้านาทีจะเจอโคมสีแดงอันใหญ่ ถึง วัด Hasedera แล้วครับ

จัดการซื้อตั๋วเครื่องอัตโนมัติกันเลย วิธีซื้อเหมือนเครื่องขายตั๋วรถไฟเลยครับ วัด Hasedera ค่าเข้าชม 300 Yen ครับ

บรรยากาศในวัดสะอาดและร่มรื่นมากครับ

เที่ยวเสร็จแล้วเดินมาขึ้นรถไฟที่สถานี Hase โดยระหว่างทางได้แวะกินไอติมชาเขียว 300 Yen รสชาติ อร่อยดีครับมิน่าทำไมคนถึงซื้อกันเยอะ

เดินมาถึงสถานี Hase แล้ว บรรยากาศชานเมืองกรุงเทพบ้านเราดีๆนี่เองครับ

จัดการซื้อตั๋วไป Asakusa กันต่อเลยครับ ค่าตั๋วไปลง Kamakura 190 Yen แล้วค่าตั๋วจาก Shimbashi ไปลง Asakusa 210 Yen

เดินขึ้นจากสถานี Asakusa แล้วจะเจอ Tokyo Sky Tree ตั้งเด่นสง่า จากนั้นเดินมาทางซ้าย เจอแยกไฟแดงข้ามถนนจะเจอกับโคมแดงสัญลักษณ์ของวัดเซนโซจิครับ

จุดหมายปลายทางของวันนี้คือ เที่ยวย่านกินซ่า ครับ ไปหาของกินมื้อค่ำครับ

มื้อเย็นวันนี้กินชูชิระดับห้าดาว ชื่อร้านอาหาร Aoki รสชาติปลาสดมาก แทบละลายเวลากินเลยครับ

กินเสร็จเดินชิวถ่ายรูปก่อนเดินทางกลับที่พักครับ

เดินทางวันที่สาม

แผนการเดินทางวันที่สาม คือ เมืองฮาโกเนะ โดยซื้อ Hakone Free Pass 2 Days 3,900 Yen จากสถานี Odawara นั่งได้ทั้งรถไฟ รถราง Hakone Ropeway เที่ยว ชิมไข่ดำ ชมทิวทัศน์ภูเขาไฟฟูจิ ล่องเรือทะเลสาบอาชิ แล้วกลับมาสถานี Odawara มาเดินชอปต่อสถานี Tokyo แล้วเดินชอปต่อที่ชิบูย่าเป็นจุดหมายปลายทางวันนี้ครับ

เริ่มต้นการเดินทางไปฮาโกเนะจากสถานี Magome ต่อไป Sengakuji ต่อไป Shinagawa ต่อด้วยรถไฟชินคันเซ็น Odawara

การขึ้นรถไฟชินคันเซ็น Kodama 641 แบบไม่จองที่นั่งให้เลือกรถขบวน 1-7,13-15 จาก Shinagawa

ถึงสถานี Odawara ไปชานชาลา 11 ไปสถานี Hakoneyumoto

ถึงสถานี Hakoneyumoto ไปขึ้น Hakone Tozan Railway ไปสถานี Gora

ถึงสถานี Gora ไปขึ้น Hakone Tozan Cablecar ไปสถานี Sounzan

ถึงสถานี Sounzan ไปขึ้น Hakone Ropeway ไปสถานี Owakudani

วะเที่ยวเหมืองแร่กำมะถัน ชิมไข่ดำของขึ้นชื่อจ้า

าบังขายมันเผาอร่อยจริงครับ แถมมีภาษาไทยด้วย น่ารักอ๊ะ

จอแล้วครับ ร้านขายไข่ดำ 5 ฟอง 500 Yen ^^

จากสถานี Sounzan ไปขึ้น Hakone Ropeway ต่อไปสถานี Togendai

ลังจากนั่งกระเช้าถึงปลายทางแล้ว ได้เวลาล่องเรือทะเลสาบอาชิคร้าบบ

ถึงท่าเรือแล้วนั่งรถเมล์มาลงสถานี Hakoneyumoto

ต่อแถวหมายเลข 1 เลยครับ ไม่นานมากรถก็มาครับ

ถึงสถานี Hakoneyumoto เพื่อเดินทางไปช๊อปปิ่งสถานีรถไฟ Tokyo ด้วยรถไฟชินคันเซ็น  

ภายในสถานี Tokyo มีร้านช๊อปปิ้งมากมาย ทั้งการ์ตูน รถ ตุ๊กตาของฝากจากญี่ปุ่นคอลเลคชั่นต่างๆที่ผลิตญี่ปุ่น

ผมเลยแวะกินข้าวซักที่นี่ซะเลย ง่ายและประหยัดด้วยครับ เซทนี้ 1000 Yen ครับ

จากสถานี Tokyo ไปเที่ยวย่านชิบูย่า ลงสถานี Shibuya จากการเลือกเส้นทางเพื่อประหยัดไหนๆ ก็ซื้อ JR Rail Pass มาละ

หลังจากเที่ยวเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ได้เวลากลับที่พักแล้วครับ เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางไกลไปโอซาก้าแต่เช้าเลยครับ รอติดตามชมกันต่อนะครับ

เดินทางวันที่สี่

แผนการเดินทางวันที่สี่ คือ เดินทางไปที่พัก โรงแรมไดกิ เก็บสัมภาระแล้ว เที่ยวเมืองเกียวโต เที่ยวศาลเจ้าฟุชิมิอินาริ, วัดคิโยมิสึ (วัดน้ำใส)  เที่ยวถ่ายรูป Kyoto Tower แล้วกลับมาเดินช๊อปปิ้งย่าน Tenjinbashisuji Shotengai บริเวณที่พักเป็นที่สุดท้ายครับ

เริ่มต้นจากสถานี Magome ต่อไป Sengakuji ต่อไป Shinagawa ต่อด้วยรถไฟชินคันเซ็น Shin-Osaka ต่อไป Osaka สุดปลายทาง Temma

ถึที่พัก โรงแรมไดกิ (ห้อง Triple) ราคาห้องพัก 3,500 บาท เป็นห้องพักเป็นญี่ปุ่นพักห้องละ 3 คนมีห้องน้ำในตัว มีตู้เย็น ห้องน้ำ แยกกับห้องอาบน้ำ มีโซฟา โต๊ะหนึ่งตัว เบาะรองนั่ง

เก็บข้าวของเสร็จได้เวลาเที่ยวกันแล้ว จุดหมายปลายทางแรก สถานี Inari

สถานที่ที่แรก คือ ศาลเจ้าฟุชิมิอินาริ

สถานที่ที่สอง คือ วัดคิโยมิสึ (วัดน้ำใส) ซึ่งสามารถขึ้นรถเมล์สาย 100 จากสถานี Kyoto

มีร้านค้าขายเครื่องรางบริเวณวัดให้เลือกซื้อกันด้วยครับ

เดินชมวัดกันต่อครับ

ดินทางกลับ Kyoto ถ่ายรูป Kyoto Tower

กลับมายังโอซาก้า เพื่อเดิน ช๊อปปิ้งย่าน Tenjinbashisuji Shotengai

เดินทางวันที่ห้า

แผนการเดินทางวันที่ห้า คือ เที่ยวโอซาก้าด้วยบัตร Osaka Unlimited One Day Pass 2,000 เยน เที่ยว Floating Garden, Osaka Aquarium Kaiyukan, ล่องเรือ Cruise Ship Santa Maria, ปราสาทโอซาก้า, Natural Open-spring Spa Suminoe,ร้านอาหารปูยักษ์ ย่านโดทงโบริเป็นที่สุดท้ายครับ

สถานที่แรกวันนี้ คือ Floating Garden โดยการลงสถานี Osaka (JR)

เดินตามแยกมุมตึกเดินตามเส้นแดงในแผนที่ บรรยากาศตามรูปด้านล่าง

ในที่สุดก้อถึงแล้วครับ Floating Garden ครับ ตัวตึกเปิด 10 โมงเช้า แต่สามารถถ่ายรูปสวนด้านล่างได้ก่อนครับ

ทางขึ้นอยู่ด้านหลังตึกแฝดตึกแรกหากมาจากอุโมงลอด เป็นบันไดเลื่อนขึ้นมาชั้นสาม เดินไปตามทาง

ขึ้นลิฟต์มาที่ความสูง 173 เมตร เดินตามป้ายเลย…

ดินขึ้นบันไดเลื่อนมาอีกจะเห็นวิวบนสุดของตึกแล้วครับ

ลงมาด้านล่างจะเจอร้านขายของที่ระลึก พร้อมทั้งมุมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกมากมายครับ

ถานที่ต่อไปคือ Osaka Aquarium Kaiyukan โดยการลงสถานี Osakako

เดินจากสถานีมาไม่ไกลมากครับ

ที่นี่เป็นที่เดียวที่ต้องเสียค่าเข้าชม 2,000 เยน แต่เนื่องจากได้ซื้อ Osaka Unlimited One Day Pass 2,000 เยน สามารถเอามาใช้เป็นส่วนลดได้ 100 เยนครับ

พอเดิน Aquarium เสร็จเดินลงมา ล่องเรือ Cruise Ship Santa Maria บริเวณใกล้เคียงกัน ซึ่งเรือดังกล่าว ออกทุก 1 ชั่วโมง ใช้เวลาร่องเรือชมอ่าวโอซาก้าประมาณ 25-30 นาที ได้ครับ

หลังจากร่องเรือเสร็จแล้ว เริ่มเย็นกันแล้ว ไปสถานที่ต่อไปกันเลย ปราสาทโอซาก้า ลงสถานีOsakajokoen เวลาปิดของตัวปราสาท 17.00 น. แต่จะปิดให้คนเดินเข้า 16.30 น. ส่วนสวนรอบปราสาทจะปิด 21.00 น. ซึ่งผมมาช้าไปหน่อยตัวปราสาทปิดไปแล้วเลยได้แค่ถ่ายรูปสวนและปราสาทด้านนอกมาให้ชมเท่านั้นครับ

สถานที่ต่อไป อาจถูกใจใครหลายๆคน รวมทั้งผมด้วย Natural Open-spring Spa Suminoe ตั้งอยู่สถานี Suminoekoen หาไม่ยากครับ จากสถานีเดินตามถนนจะเจอตึกสีเหลือง และซุ้มทางเข้า เดินเข้ามาจะเห็นทางเข้าอยู่ทางซ้ายมือเลยครับ

มีที่ลอคกระเป๋าหน้าทางเข้า ผมว่าไม่จำเป็นไปเก็บข้างในสะดวกกว่าครับ

ทีนี้มากล่าวถึงวิธีเข้าปฏิบัติตัวในการแช่ออนเซ็นที่นี่กันครับ

- ทุกท่านต้องถอดรองเท้า บริเวณทางเข้าฝากไว้ในตู้ลอคเกอร์โดยใช้เหรียญ 100 เยน แลกกับกุญแจลอคเกอร์ ซึ่งจะได้คืนหากมาไขตอนกลับแล้วเท่านั้นครับ

- หลังจากถอดรองเท้าแล้วไปที่หน้าเคาร์เตอร์ เช่าผ้าขนหนูผืนเล็กกับผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ 200 เยน

- เค้าจะอธิบายกติกาการใช้ เช่น ห้ามใช้มือถือ ห้ามถ่ายภาพ ห้ามให้ผ้าทั้งผืนเล็กและใหญ่จุ่มในน้ำ เวลาเปิดปิดที่นี่ เปิด 10.00 ปิด 01.00 น. ค่าบริการฟรี เพราะมี Osaka Unlimited One Day Pass ถ้าไม่ได้ซื้อ Osaka Unlimited One Day  วันธรรมดา 600 เยน เสาร์อาทิตย์ 700 เยน

- หลังจากอธิบายกติกามารยาทแล้ว จะมีทางเข้าสู่การแช่ออนเซ็น ซึ่งที่นี่จะแยกชายหญิงครับ เดินเข้ามาจะเจอตู้ลอคเกอร์เก็บสัมภาระ เสื้อผ้า กางเกงชั้น ของทุกอย่าง ผ้าขนหนูผืนใหญ่ รวมทั้งกุญแจที่เก็บรองเท้าด้านหน้าด้วย เพราะข้างในจะหล่นหายได้ง่ายครับ ควรหยิบแค่ผ้าขนหนูผืนเล็กไปเท่านั้น

- แรกๆ ก่อนอื่นจะรู้สึกเขินอายในการเดินบ้าง จากนั้นจะเริ่มชินครับ เดินเข้าไปข้างในเลยครับ อาบน้ำล้างตัวกันก่อน มีที่นั่ง สบู่ แชมพู ยาสระผมครบ

- ล้างตัวเสร็จแล้ว ถึงเวลาลงอ่างของจริง มีทั้งอ่างแบบนวด และอ่างแช่แบบชิวๆ ตามสะดวกครับ

- การแช่ออนเซ็น มีข้อแนะนำไม่ควรแช่เกินครั้งละ 15 นาทีติดต่อกันนะครับ

หลังจากแช่เสร็จแล้ว ประมาณ 10 นาที ในบ่อนวด กับ 10 นาที ในบ่อชิวๆ สบายตัวมากครับ พร้อมเดินทางไปร้านอาหารปูยักษ์ ย่านโดทงโบริ ที่ สถานี Namba กันแล้ว ^_^

อิ่มหนำสำราญกันแล้ว ได้เวลากลับที่พักแล้วครับ วันนี้คุ้มมากกับ 2,000 เยน อิ่มกายสบายตัว ^__^

เดินทางวันที่หก

แผนการเดินทางวันนี้ คือเดินทางจากโอซาก้าไปนาริตะ เพื่อไปที่พัก แล้วเก็บของตะลุยเที่ยวเก็บตกโตเกียว ตอนแรกวางแผนจะเที่ยวต่อย่าน Shinjuku แต่หลานชายอยากไปดูรถที่ไปดูวันแรกไม่เต็มที่ เลยเปลี่ยนแผนเดินทางไป Megaweb Showcase ครับ

การเดินทางเริ่มต้น จากโอซาก้าไปนาริตะ กลับมาที่พัก โรงแรมนาริตตะ ยู-ซิตี้ โดยมาลงสถานี Narita

ก่อนอื่นวันนี้ต้องตามตารางรถไฟต้องถึงที่พักเกือบบ่ายโมง เลยต้องหาอะไรรองท้องระหว่างเดินทาง สุดท้ายก็ไม่พ้นเบนโต๊ะที่คุ้นตา ^_^

หลังจากการเดินทางแสนเหน็ดเหนื่อย สุดท้ายก็ถึงแล้วครับ สถานี นาริตะ

เดินออกจากสถานีมาทางซ้ายจะเห็นตึกโรงแรมชัดเจน หาไม่ยากครับ

ที่พัก โรงแรมนาริตตะ ยู-ซิตี้ ห้องพักดูไม่คับแคบเท่าสามคืนแรกที่โตเกียว เครื่องไฟฟ้าครบ มีอ่างอาบน้ำ แค่นี้ก็เกินพอแล้วครับ ห้องพัก Semi-Double ราคา 2,500 บาทต่อคืนต่อห้อง

เก็บของกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เตรียมเดินทางไป Megaweb Showcase ครับ

วันนี้ผมเลือกเดินดูเทคโนโลยีรถยนต์ที่ Megaweb Showcase ที่เดียวครับ

แถมภายในมีเกมส์จำลองการขับรถให้ลองเล่นด้วยครับ มันส์ใช้ได้เลย ต้องลองไปเล่นดูครับ

เดินทางวันที่เจ็ดวันสุดท้าย

แผนการเดินทางวันที่เจ็ด คือ เดินทางมาชิวๆ รอบๆ นาริตะโดยนั่งรถโดยสารประจำทาง ไป Aeon แล้วกลับมาที่พัก จากนั้นก็นั่งรถ Shuttle Bus ของโรงแรมรอบ 14.30 ไปสนามบินนาริตะ Terminal 1 เพื่อบินสู่กลับประเทศไทย โดยสวัสดิภาพครับ

เริ่มกันเดินชมวิวเมืองนาริตะกันครับ

รอรถรับส่งห้างอิออนซักพัก รถก็มาครับ ส่วนตารางเดินรถรายละเอียดตามด้านล่างเลยครับ

บรรยากาศด้านนอกครับ

ในที่สุดก็ถึงห้าง Aeon แล้วครับ ถึงเวลาละลายทรัพย์เดินชอปปิ้งกันตามอัธยาศัย

ซึ่งการขอ Tax refund ตอนผมไป ผมขอทุกร้านนะครับ แต่หลักๆ จะเป็นร้านค้าที่ให้ การยกเว้นภาษี เป็น ห้างสรรพสินค้าใหญ่ และร้านค้าที่มีฟรีภาษีฟรีบนหน้าร้าน ร้านค้าขนาดเล็กจำนวนมากไม่ค่อยอนุญาตให้ tax refund ดังนั้นควรถามแต่ละร้านก่อนครับ

นอกจากนี้คุณ ควรทราบว่า แม้ในห้างสรรพสินค้าใหญ่, ร้านอาหารใหญ่ๆ จะไม่ได้รับการ ยกเว้น Tax refund หากไม่ซื้อของ รวม 10,001 ¥ ต่อ 1 ใบเสร็จ หรือ ซื้อ 2 ใบเสร็จในร้านเดียว แต่มูลค่ารวมกันเกินอย่างน้อย 10,001 ¥ ดังนั้นจึง มีสิทธิได้รับ การยกเว้นภาษี

จำนวนเงินที่ ได้รับการยกเว้น ภาษี เป็นจำนวนเงิน 5% ของมูลค่าใบเสร็จ วิธีการที่ ได้รับการยกเว้น ภาษี มีดังนี้
(1) หัก 5 % ในช่วงเวลาของการซื้อ ( สำหรับแต่ละรวมใบเสร็จที่เท่ากับ 10,001 หรือมากกว่า)
(2) หลังจากการซื้อ, การใช้ใบเสร็จรับเงินทั้งหมดที่จะได้รับการยกเว้นภาษี แล้้วไปที่เคาน์เตอร์รับ Tax refund ในแต่ละห้าง ซึ่งห้าง Aeon มีครับ

พอเที่ยวเสร็จแล้ว ทันเวลาแบบเฉี่ยวฉิวครับ ขึ้นรถไปสนามบินทันเวลาครับ

อ้างอิงข้อมูล http://www.jnto.go.jp/eng/attractions/shopping/05.html

สุดท้ายต้องเดินทางกลับประเทศไทย โดยสายการบิน Delta Airline Flight DL283 กลับถึงเมืองไทย 23.30 น. ตรงเวลามากครับ ยังไงเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองผมจะเขียนจนเหนื่อยเลย ยังไงต้องขอจบทริปนี้เพียงเท่านี้ครับ ส่วนรอบหน้าไปเที่ยวไหนต่อ รอติดตามชมกันนะครับ ^^

Facebook : https://www.facebook.com/TeawMuN
Website : www.teawmun.com

หน้าแรกเที่ยวประเทศญี่ปุ่น

(16954)

เที่ยวมาเลเซียด้วยตัวเอง

เที่ยวมาเลเซียด้วยตัวเอง

วางแผนเดินทางกันก่อน

แผนการเดินทาง ครั้งนี้ผมเลยวางแผนเริ่มต้นเดินทางไปมาเลเซีย 3 วัน 2 คืน พัก มะละกา 1 คืน กัวลาลัมเปอร์ 1 คืน เลยจองที่พัก ผมจองผ่าน agoda.com เว็บนี้

การเดินทางไปมาเลเซีย

แผนที่รถไฟฟ้ามาเลเซีย

แผนที่เที่ยวเมืองกัวลาลัมเปอร์

แผนที่เที่ยวเมืองปุตราจายา

แผนที่เที่ยวเมืองมะละกา

เดินทางวันแรก

แผนการเดินทางวันนี้ คือ เดินทางไปมะละกา แล้วเที่ยวมะละกากันครับ

เนื่องด้วยการเดินทางทริปนี้ได้ตั๋วราคาถูกอีกแล้ว เลยจัดการวางโปรแกรมเที่ยวมาเลเซียซะเลย

เที่ยวบินครั้งนี้ออกจากสนามบิน 07.10 น. เดินทางถึงมาเลเซีย 10.15 น. เวลาตามประเทศมาเลเซีย ซึ่งไวกว่าประเทศไทยหนึ่งชั่วโมงครับ

ถึงสนามบินนานาชาติมาเลเซีย Terminal LCC หรือที่รู้จักกันในนาม LCCT

ออกจาก LCCT ไปซื้อรถโดยสารไปมะละกา ผมเลยเอาแผนที่คร่าวๆ มาให้ดูครับ

เดินออกมาจะเจอ Starbuck เดินไปตามแผนที่จะเจอคนนั่งเจอเยอะๆ เดินเข้าประตูทางซ้ายแล้วสุดทางเลยครับ

จะเจอซุ้มขายตั๋วรถโดยสารจำนวนมาก โดยผมเลือกเดินทางด้วยรถบริษัท Transnasional ค่าตั๋ว 21.90 RM รอบเช้าสุด 11.30 น.

สภาพเบาะบนรถโดยสาร คนเต็มรถออกก่อนครับ ถ้าคนไม่เต็มก็ออกตรงเวลาอยู่ครับ

เดินทางมาชั่วโมงครึ่งเจอด่านผ่านทางครับ เรามีหน้าที่นั่งอย่างเดียวครับ

ให้เวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที ถึงสถานีขนส่ง Melaka Sentral ครับ

เดินหาที่ขึ้นรถโดยสารเข้าเมืองมะละกากันต่อครับ เดินจากที่ลงรถ เลี้ยวขวาเจอ Macdonal ขวามือ ถัดไปจะเจอทางแยกซ้ายขวา เดินมาทางซ้ายโลดดด

จะเจอรถโดยสารจำนวนมาก จะเข้าเมืองต้องนั่งสาย 17 ครับ ค่าโดยสาร 1 RM สภาพรถทั้งเก่าและใหม่ครับ

ก่อนแนะนำเที่ยวมะละกาของนำแผนที่ที่พักกับที่เที่ยวมาฝากกันก่อนครับ โดยที่เส้นสีเขียวเป็นเส้นทางเดินจากที่ลงรถไปที่พัก เส้นสีชมพูเป็นเส้นทางเดินเที่ยวในช่วงกลางวัน และเส้นสีน้ำเงินเป็นเส้นทางเดินเที่ยวในช่วงกลางคืนครับ

หลังจากขึ้นรถแล้วได้ซักพักต้องลงบริเวณจุดที่ 1 ในแผนที่ครับ

เดินข้ามสะพานแล้วเดินถนนคนเดินมะละกา เจอร้านข้าวมันไก่ด้านซ้ายเลี้ยวขวาตรงมาสุดถนนครับ จะเจอสามแยกเลี้ยวขวาซักนิดจะเจอที่พักเลยครับ

เดินมาก็เจอ ที่พัก RiverOne Guesthouse ครับ ค่าห้อง 53.10 RM ห้องน้ำรวมครับ เตียงคู่ แต่ถ้าเตียงเดียว 41.90 RM ครับ

หลังจากเก็บข้าวของกันเสร็จแล้ว กองทัพต้องเดินด้วยท้องครับ เลยเดินออกมาจากเดิมตั้งแต่แรกเล็งร้านข้าวมันไก่ Riceball มะละการ้านนี้ไว้แล้ว จัดซะเลย ^__^

สั่งข้าวมันไก่ย่าง กับ Riceball ไก่ธรรมดา รสชาติข้าวอร่อยมากครับ แต่ Riceball ผมว่ามันออกเค็มๆครับ แต่ก็แปลกไปอีกแบบครับ

ตบท้ายด้วยเต้าหู้อร่อยดีครับ 7.00 RM แหนะ แพงไปนิด รวมค่าเสียหายมื้อนี้ 19.60 RM

จากที่พักเดินตามทางถนนคนเดินมีของเริ่มวางให้เดินเที่ยวกันแล้ว

สถานที่เที่ยวแรก คือ จุดที่ 1 บริเวณจัตุรัสดัชท์จะมีโบสถ์คริสต์มะละกา หอนาฬิกา และบ่อน้ำพุครับ

เดินเที่ยวต่อ

สถานที่เที่ยวที่สอง ที่จุดที่ 5 พิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์ ค่าเข้าชม 3 RM

สถานที่ที่สาม คือ Menara Taming Sari (หอคอยมะละกา) คือหอคอยมะละกา สามารถหมุนขึ้นลง และหมุนรอบตัวเองได้ 360 องศา ค่าเข้าชม 20 RM ครับ

สถานที่เที่ยวที่สี่ คือ St. Paul Church หรือ โบสถ์ เซนปอล ซึ่งสามารถเดินลัดด้านข้างของ Menara Taming Sari สังเกตุทางเข้าจะมีป้ายบอกชัดเจนครับ

สถานที่เที่ยวที่ห้า คือ โบสถ์เซนต์ ฟรานซิส เซเวียร์ (Church of St. Francis Xanvier)

เดินข้ามถนนจะเจอป้าย Welcome to Melaka ครับ

เดินเที่ยวซะเหนื่อยเลย ถึงเวลาเข้าที่พักนั่งพักชาร์ตแบตเตรียมลุยต่อยามค่ำคืน เดินจากที่พักเดินออกมา

เดินมาได้ซักพักเจอกับป้าย Jonker Walk ซึ่งเป็นถนนที่เปิดให้เป็นถนนคนเดินมะละกาในช่วงเสาร์อาทิตย์ครับ

ไอศรีมปั่นกัับสตรอเบอรี่ กุบๆ ดีครับ 5 RM ครับ

ร้านขนมจีบ ซาลาเปา ฮะเก่า 3 ชิ้น 5 RM รสชาติอร่อยดีครับ

หลังจากเดินมาเป็นเวลาพักใหญ่ ได้เวลาเดินกลับที่พักเอาแรงลุยต่อพรุ่งนี้เช้าครับ

ในทีสุดก็ถึงที่พักแล้ว บรรยากาศดึกๆ อากาศเย็น แถมบรรยากาศดีด้วยครับ

ยังไงวันนี้การเที่ยวมะละกา ขอจบแค่นี้นะครับ รุ่งขึ้นผมกลับมาเที่ยวเมืองหลวงมาเลเซีย กัวลาลัมเปอร์ ยังไงติดตามอ่านกันต่อนะครับ ^__^

เดินทางวันที่สอง

แผนการเดินทางวันนี้ คือ เดินทางกลับจากมะละกาไปกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเที่ยวกัวลาลัมเปอร์กันต่อครับ

เริ่มต้นด้วยการออกจากที่พักแต่เช้า โดยวางแผนออกจากที่พักตอนตีห้าครึ่ง เลยถ่ายบรรยากาศยามเช้ามืดมาให้ชมครับ

หลังจากถึงจัตุรัสดัชด์ รอรถโดยสารอยู่นาน เลยตัดสินใจขึ้นแท๊กซี่ซะเลย ค่าโดยสาร 15 ริงกิตครับ แล้วไหนๆ เสียตังทั้งทีแล้ว ถามโชเฟอร์ซะเลย เค้าบอกรอบแรกมีรถตอนเจ็ดโมงครึ่งครับ ผมคิดในใจมิน่ารอรถตั้งนาน ไม่มีเลย > <

ใช้เวลาเดินทาง 15 นาทีครับ ก็ถึงสถานีขนส่ง Melaka Sentral ครับ บรรยากาศยามเช้าที่นี่เย็นมากครับ

ขาเข้าเมืองหากจำกันได้ ผมบอกให้เดินไปทางซ้าย แต่ถ้าจะกลับกัวลาลัมเปอร์ ให้เดินไปทางขวา จะเจอบู้ทขายตั๋วไปกัวลาลัมเปอร์หลายบริษัทหลายเวลาครับ

บริษัทนี้เป็นผู้โชคดีที่ผมเลือกเดินทางด้วย เนื่องจากราคาตั๋วที่นี่เท่ากันหมดครับ ไปกัวลาลัมเปอร์ 12.20 ริงกิต แต่บริษัทนี้ออกเวลาไวสุดครับ ตอนแรกผมดูเวลาก็งงอยู่ว่าตามรอบที่แปะไว้ไม่มีรอบ 07.30 น. แต่แล้วเหลือบเป็นเห็นซ้ายสุดมีเขียนไว้ชัดเจนครับ ลง Pudu Raya Sentral ไม่ใช่ TBS ตามที่เคยวางแผนมากันครับ

รอขึ้นรถชานชาลา 7 ครับ สภาพรถตามรูปข้างล่างเลยครับ

ภายในรถเบาะกว้างสบายครับ เลือกนั่งที่ไหนก็ได้ ประมาณว่ารถโล่ง ใครขึ้นก่อนจองที่นั่งได้ก่อนเลยครับ แต่ถ้าขึ้นเช้าๆ แนะนำนั่งฝั่งซ้ายครับ จะไม่ค่อยเจอแดดแยงตาเท่าไหร่ ^_^

ใช้เวลาเดินทางเกือบ 3 ชั่วโมง ในที่สุดก็ถึงกัวลาลัมเปอร์ตอน 10.30 น. ครับ ที่จอดรถจะอยู่ชั้นใต้ดิน เจอขึ้้นมาจะเจอสภาพดังรูปครับ

เดินทางป้ายไป LRT เดินไปตามป้ายโลดครับ เทคนิคหาทางไม่ยากครับ คนเดินมาทางไหนเยอะๆ เราเดินไปทางนั้นรับรองไม่มีหลงในกัวลาลัมเปอร์ ^__^

ในที่สุดก็หาทางเดินมาเจอ สถานี LRT Plaza Rakyat

ก่อนจะเล่าเรื่องเดินทางเผื่อหลายท่านไม่ได้ติดตามตั้งแต่แรก ผมเลยเอาแผนที่มาลงให้ดูอีกรอบครับ

จากแผนที่เราอยู่สาย 3 ต้องนั่ง LRT ไปลงสถานี Masjid Jamek เพื่อเปลี่ยนเปนสายที่ 5 แล้วนั่งต่อไป KL Sentral เพื่อเก็บสัมภาระกับโรงแรมที่พักก่อนครับ

การซื้อตั๋วแสนสะดวกสบาย เป็น Touchscreen เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษให้เข้าใจมากขึ้นครับ วิธีง่ายมากครับ > กด Single Journey Token > เลือกสถานีปลายทาง ของเราคือ KL Sentral หลายท่านอาจจะงงเพราะ LRT ที่มาเลเซียไม่ต้องออกนอกตัวสถานี สามารถเดินเชื่อมระหว่างสายได้เลยครับ แต่ถ้าท่านใดเลือก Masjid Jamek ต้องเดินออกสถานีแล้วซื้อตั๋วใหม่อีกรอบครับ พอได้สถานีแล้ว จะมีจำนวนเงินค่าโดยสารระบุไว้เลยครับ จากนั้นเลือกจำนวนคน แล้วกด OK เพื่อใส่เงินตามค่าโดยสาร ซึ่งตู้อัตโนมัติจะรับแค่เหรียญกับธนบัตรไม่เกิน 5 ริงกิตนะครับ แต่ความสามารถพิเศษอีกอย่างคือสามารถทอนเงินเป็นธนบัตรได้ครับ ไม่ต้องกลัวจะได้เหรียญเยอะครับ

บรรยากาศภายใน LRT คล้ายๆบ้านเราเลยครับ แต่รถที่นี่จะวิ่งเร็ว แต่จำนวนขบวนจะน้อยกว่าบ้านเรา ประมาณว่าไปได้น้อย แต่ถี่รอบอะ ^_^

ในที่สุดก็ถึงแล้วครับ LRT Masjid Jamak จะเจอมัสยิดประจำเมืองกัวลาลัมเปอร์ เดินเลาะๆมาจะเจอสถานีของ LRT สายที่ 5 ครับ

สถานีปลายทาง KL Sentral ฉะนั้นต้องขึ้น Platform 2 ครับ

ใช้เวลาเดินทางบวกกับเดินระหว่างทางเชื่อม ประมาณ สิบห้านาที ก็ถึงสถานี KL Sentral ปลายทางของเราวันนี้ ^__^

หลังจากชมบรรยากาศสถานีกันแล้ว ถึงคราวพาไปที่พักวันนี้กันแล้ว ที่พักผมวันนี้จอง ที่พัก Myhotel @ Sentral ไว้ ก่อนอื่นๆ ต้องมีแผนที่สถานี KL Sentral ประกอบกันซักหน่อย ก่อนจะพา แนะนำวิธีการเดินทางไปที่พัก Myhotel @ Sentralครับ

จากทางขึ้น LRT เดินขึ้นมาทางออกตามลูกศร แล้วลงบันไดเลื่อนมาชั้นใต้ดิน

เดินลงบันไดเลื่อนมาแล้ว เป็นชั้นใต้ดิน เห็นรถจอดอยู่ เดินข้ามถนนเลี้ยวซ้ายไปทางป้าย แล้วตรงตามทางมาเรื่อยๆ ครับ

เดินมาซักพักจะเจอถนนใหญ่ เดินข้ามถนนมาจะเจอป้ายโฆษณาราคาห้องพักของโรงแรมครับ

ข้ามถนนมาไม่ไกลเราก็ถึงที่หมายคือ ที่พัก Myhotel @ Sentral ค่าเสียหาย 108 RM ครับ ^___^

ร้านอาหาร Oldtown White Coffee ร้านอาหารหลักของเราที่กัวลาลัมเปอร์ครับ

หลังจากเก็บข้าวเก็บของกันแล้วเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาอาหารเที่ยงกันแล้วครับ

ร้านอาหาร Oldtown White Coffee แบบเจาะลึกกันเลยทีเดียว คลิกไปชมได้ครับ

เริ่มต้นด้วยเมนูอาหารที่ขายภายในร้านครับ

การสั่งอาหารก็ง่ายนิดเดียว เขียนรหัสอาหารที่จะกินลงไป แล้วให้พนักงานรับ Order ซักพักอาหารก็จะมาตามที่สั่งไว้ครับ

อาหารที่สั่งมื้อนี้มีสองอย่าง เครื่องดื่มเย็นอีกสองอย่าง แบบว่าจัดเต็มครับ ^__^ ตามเมนูมันคือเส้นหมี่คล้ายๆอุด้งต้มยำรวมมิตร กับกาแฟเย็นประจำร้านครับ

อีกเมนูเป็น อาหารประจำชาติมาเลเซีย ถ้าพูดแบบบ้านๆ คือ ข้าวคลุกน้ำพริกกินกับเครื่องเคียงไก่ทอด ถั่ว ไข่ต้ม ตัดเผ็ดอร่อยทีเดียว กินกับ ชาดำเย็นบ้านเรานี่แหละครับ

หน้าตาอาหารกับเครื่องดื่มน่าทานไหมครับ ขอบอกรสชาติเยี่ยมเลยทีเดียว ทั้งอาหารเครื่องดื่ม หรือเพราะหิวจัดก็ไม่รู้ ^___^

ตบท้ายด้วยของหวานลอดช่องกับชาเย็น จริงๆเป็นของขึ้นชื่อที่มะละกาไหนๆ ก็ไม่ได้กินที่มะละกาแล้ว กินที่นี่ซะเลย แปลกดี แต่ก็อร่อยครับ อิ่มหนำสำราญกันแล้ว ได้เวลาเที่ยวกันแล้วครับ

หลังจากอิ่้มหนำสำราญกันแล้ว

สถานที่แรกวันนี้ คือ ตึกแฝดเปโตรนาส ท่านใดมาเที่ยวมาเลเซียไม่ได้มาถ่ายรูปกับตึกนี้เหมือนมาไม่ถึงมาเลเซียนะครับ

เริ่มต้นด้วย LRT จากสถานี KL Sentral ไปสถานี KLCC เพื่อไปเยี่ยมชมตึกแฝดเปโตรนาสครับ

พอเดินขึ้นจากสถานี KLCC ทางออกสถานีจะเจอกับห้าง Suria ต้องหาทางออกห้างไปยังจุดถ่ายรูปยอดฮิตครับ ซึ่งจะอยู่ด้านหน้าระหว่างตึก 1 กับ ตึก 2 ครับ

เดินตั้งนานกว่าจะเจอทางออก ซึ่งภาพหลังจากนี้ บรรยายความงามจากภาพและกันครับ ซึ่งแดดร้อนก็ยอมร้อนเพื่อจะได้ภาพมา ^_^

หลังจากถ่ายรูปซักพักเดินเข้าชมภายในกันบ้างดีกว่า ทางเข้าอยู่ตรงกลางระหว่างตึกทั้งสองเลยครับ ภายในมีนิทรรศการเกี่ยวกับตึก และสามารถขึ้นไปชมบนตึกได้เช่นกัน แต่พอเห็นราคาตั๋ว 50 RM สำหรับเที่ยวชม ชึ้นที่เป็นทางเชื่อมและชั้นบนสุด กับ 25 RM สำหรับขึ้นไปชั้นที่เป็นทางเชื่อมเฉยๆ แถมใช้เวลาถ่ายรูปไม่เกิน สิบห้านาที ซึ่งปัจจุบันไม่ต้องจองล่วงหน้าแล้วครับ มาซื้อแล้วขึ้นได้เลยเห็นราคาเลยถ่ายรูปข้างล่างก็ได้ เสียดายตัง > <

หลังจากชมตึกแฝดช่วงกลางวันกันแล้วเลยเอารูปตึกแฝดบรรยากาศกลางคืนมาคั่นกลางรายการเลยครับ

หลังจากเที่ยวตึกแฝดเปโตรนาสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สถานที่เที่ยวที่สองของวันนี้ คือ ถ้ำบาตู เป็นถ้ำของศาสนาฮินดู เดินทางด้วย KTM Komuter ไปสถานี Batu Cave ได้เลยครับ

ค่าตั๋วไป 1 RM เท่านั้นครับ ถูกมาก ให้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที

ในที่สุดก็ถึง สถานี Batu Cave อากาศร้อนมากกก

ถึงเวลาเดินทางกลับ KL Sentral สนนราคา 2 RM แพงกว่าขาไป เนื่องจากสภาพรถไฟดีกว่านั่งสบายกว่า ตั๋วเลยแพงกว่าเป็นเรื่องธรรมดา T T

พอมาถึง สถานี KL Sentral เดินไปขึ้น Monorail ซึ่งต้องเดินลงสถานี Komuter KL Sentral ไปทางเดียวกันที่พัก เดินข้ามถนนมาที่พัก แต่เดินเลี้ยวขวาก็จะถึงสถานี Monorail KL Sentral ไปเดินดูของห้าง Pavilion กันต่อ เพราะไม่มีตังชอปป T T

เดินทางมาลงสถานี Monorail Bukit Bintang ค่าตั๋วประมาณ 2.10 ริงกิตครับ

จากสถานี เดินลงมาเดินไปทางเดียวกับ Monorail วิ่งเลยครับ จะเจอสี่แยกไฟแดงนี้ เดินไปทางขวาข้ามถนน แล้วตรงโลดอย่างเดียว ห้าง Pavilion อยู่่ด้านหน้าครับ

หลังจากเดินวนดูของอยู่ชั่วโมงนึง ได้เวลาเดินทางกลับที่พักกันแล้ว พร้อมทั้งหาอะไรรองท้องกันด้วย สุดท้ายจบร้านเดิมอีกแล้ว ^__^

พออิ่มหนำสำราญกันแล้ว ต้องเข้าที่พักอาบน้ำนั่งพักให้หายเมื่อยกันพักใหญ่เลยวันนี้ เหนื่อยและร้อนมาก ฝนเจ้ากรรมดันตกมาซะนี่ แถมหนักอีกต่างหาก ทำให้โปรแกรมเที่ยวกลางคืนของผมต้องเป็นอันพับไปครับ แอบเซงนิดๆ แต่ก็คิดว่าได้พักให้หายเหนื่อยและกันครับ

เดินทางวันที่สาม (วันสุดท้าย)

วันนี้ขอเที่ยวเก็บตกกัวลาลัมเปอร์ช่วงเช้าแล้วช่วงบ่ายจะพาไปปุตราจายากันครับ

ซึ่งสถานที่เที่ยวแรก ของวันนี้คือ Masjid Jamak โดยนั่ง LRT มาลงสถานี Masjid Jamak ได้เลยครับ

เห็นทางออก เดินมาทางซ้ายนิดเดียวก็เจอแล้วครับ Masjid Jamak ^__^

เดินเที่ยวกันเสร็จแล้ว เดินเที่ยวกันต่อ

จุดหมายต่อไปของเราคือ จัตุรัสเมอเกด้า เดินจาก Masjid Jamak มาทางซ้าย เดินไฟแดงเลี้ยวซ้าย

เดินข้ามสะพานข้ามคลองมานิดเดียว ก็จะเจอแล้วครับ วันนี้โชคดีมากเพราะได้ชมการแสดงของทหารม้าด้วยครับ

บริเวณจัตุรัสเมอเกด้า จะมีเสาธงที่สูงที่สุดในโลก เป็นเสาธงประวัติศาสตร์ของประเทศมาเลเซียครับ

เดินถ่ายรูปกันหนำใจกันแล้ว ต้องทำเวลากันนิดนึง เพราะยังไม่ได้ Check-Out จากโรงแรมเลย

จุดหมายต่อไปคือ Central Market จากดูข้างบนจะเห็นสี่แยกไฟแดง เดินเลี้ยวซ้ายจากแยกข้ามคลองไปจะเจอแยก แล้วเดินเลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณสองร้อยเมตรก็จะเจอแล้วครับ

จุดหมายต่อไปหลักจากเที่ยวชม จัตุรัสเมอร์เกด้ากันแล้ว คือ Central Market ครับ

จากรูปด้านบนจะเจอสี่แยกเดินไปทางซ้ายเลยครับ

พอดีผมเดินเลยแยกมาแวะถ่้ายรูปก่อน เลยต้องข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามแล้วเดินตรงอย่างเดียวเลยครับ

เดินข้ามคลองกันมาแล้ว จะเจอทางให้เดินขึ้นไม่ต้องเดินขึ้นนะครับ เดินออกซ้ายเลาะมาเรื่อยๆ ก็จะถึง Central Market แล้วครับ

ในที่สุดก็ถึงแล้ว Central Market ^__^

เจอป้ายทางเข้าหลักแล้ว ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันซะหน่อย ก่อนเข้าไปชอปปิ้งคลายร้อนซะหน่อย

เดินเข้ามาสวรรค์เลยครับ แอร์เย็นมาก เพราะเดินลุยแดดตอนเช้ามาหลายชั่วโมงแล้ว

จุดแลกเงินที่อัตราแลกเปลี่ยนดีกว่าประเทศไทยอีกครับ

หลังจากเดินได้ซักพัก หาทางไป ChinaTown @ Malaysia เลยทหารท่านนี้ หน้าแกเหมือนจะดุแต่พอได้พูดคุยใจดีมากครับ แถมเดินไปส่งอีกต่างหาก เลยขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันหน่อย ^__^

เดินมาไม่ไกลมาก ในที่สุดก็ถึงแล้วครับ ChinaTown @ Malaysia

ป้ายทางเข้าหลักครับ Petaling Street หรือที่รู้จักกันคือ ChinaTown @ Malaysia

เดินเสร็จหาทางกลับ LRT KL Sentral ซึ่งสถานีใกล้สุดคือ LRT Pasar Seni เดินออกมาทางคลองเลี้ยวซ้ายเลาะมาหน่อยก็เจอแล้วครับ

ในที่สุดการเดินทางเที่ยวช่วงเช้าก็สิ้นสุดลง จากนั้น Check-out จากโรงแรมสะพายเป้ที่แบกมา ตะลุยจุดหมายสุดท้ายก่อนกลับสนามบินครับ “เมืองใหม่ ปุตราจายา”

การเที่ยวมาเลเซียครั้งนี้ เหลือช่วงบ่ายของวันสุดท้าย เลยตัดสินใจเดินทางมาเที่ยว ปุตราจายากันครับ

การเดินทางไปปุตราจายาสามารถมาได้ทางเดียวที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดคือ KLIA Transit ค่าตั๋ว 9.50 RM จาก LRT KL Sentral

ลงจากที่ Platform เจอรถไฟ KLIA Express จอดอยู่เลยถ่ายรูปมาให้ดูครับ

นั่งรอรถไฟพักใหญ่ก็มี KLIA มาเทียบท่าชานชาลาฝั่งตรงข้ามครับ แต่รถไฟ KLIA Transit ยังไม่มา เพราะตามกำหนดเวลาประมาณ ครึ่งชั่วโมงมาทีครับ

ในที่สุดก็มาถึง รถไฟของเรา KLIA Transit สภาพรถไฮโซ เหมือน KLIA Express เลยครับ ต่างกันแค่จอดทุกสถานี ^_^

ความเร็วถือว่าวิ่งเร็วมากครับ แถมแต่ละสถานีตรงเวลาด้วยครับ รถไฟ Airport Link บ้านเราน่าไปศึกษาดูงานครับ

ใครจะขึ้นไปต่อรถก็สามารถส่งสถานี Bandar Tasik Selatan ถือว่าเป็นสถานีขนส่งที่ใหญ่มากที่เดียว

ใกล้จะถึงสถานี ปุตราจายา แล้วครับ ก่อนลงถ่ายบรรยากาศอีกซักรอบครับ

ถึงแล้วครับ สถานีปลายทางของเรา แต่ปกติการลงต้องกดปุ่มด้วยครับ หากประตูไม่เปิดอัตโนมัติ

เดินลงบันไดเลื่อนจากสถานี จะเจอสถานีรถโดยสาร Putrajaya Sentral

มีรถโดยสารจอดเรียงรางจำนวนมาก หากจะเที่ยวเมืองใหม่ปุตราจายา เข้าชมตัวเมืองใหม่ ต้องเลือกสายที่ไป Nadri Putra ซึ่งมีสายที่จะไปหลายสาย เช่น NadiPutra 100, NadiPutra 101, NadiPutra 102, NadiPutra 200, NadiPutra 300, NadiPutra 301, NadiPutra 400, NadiPutra 401, NadiPutra 500, NadiPutra 501, NadiPutra 800, NadiPutra 900, NadiPutra 901

ค่าโดยสาร 0.50 RM เท่านั้นครับ ผมเลยเลือกเดินทางกับ NadiPutra 101 ชานชาลา 11 เพราะกำลังออกเลยครับ โดดขึ้นซะเลย ขึ้นมาแบบว่ามีฉันคนเดียว 555

ออกมาได้ซักพัก จะเจอกับคอนโดน้อยใหญ่เรียงรายกันเยอะขึ้น

มีคนค่อยพาเด็กข้ามถนนด้วย บ้านเราน่าเอาเป็นตัวอย่างมากครับ

มี Sport Complex ด้วย อะไรจะขนาดนั้น

Landmark ประจำเมืองใหม่ ปุตราจายาครับ

ผ่านสะพานข้ามจะเห็นมัสยิดสีชมพู จุดหมายปลายทางของเราวันนี้ครับ

โรงพยาบาลใหญ่มากครับ แบบว่า ระบบสาธารูปโภคครบ เป็นเมืองที่น่าอยู่เมืองนึงเลยครับ

ถึงป้ายรถเมล์ที่ต้องลงเดินเที่ยวต่อกันแล้ว ยังไงผมเอาแผนที่อธิบายประกอบนะครับ

การเดินเที่ยวสามารถเดินจากป้ายรถเมล์ผ่านสวนเข้าไปได้เลยครับ ถามว่าำไกลไหม เดินเพลินก็ไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ถ้าแดดร้อนเอาเรื่องอยู่ครับ

ระหว่างทางเดินถ่ายรูปเรื่อยเปื่อยครับ

เดินมาซักพักจะเจอธงมากมาย บ่งบอกว่าเราถึงแล้วครับ เดินวนไปทางขวาได้เลยครับ

เดินวนขวาทวนเข็มนาฬิกามา จุดแรกจะเจอ Perdana Putra เรียกง่ายๆ ที่ว่าราชการนายกรัฐมนตรีบ้านเราอะครับ

เดินมาอีกนิดไม่ไกลมาก จะเจอมัสยิดสีชมพูแล้วครับ

มัสยิดสีชมพูแห่งนี้ไม่เสียค่าเข้าชมครับ แต่หากท่านใส่กางเกงขาสั้น หรือกระโปรงสั้นกว่าเข่า จะโดนไล่ไปใส่ชุดคลุมด้านขวาทางเข้าครับ

ภายในชมความสวยงามจากภาพเอาและกันนะครับ อลังการสุดจะบรรยายจิงๆครับ

ทางเข้าชมภายในครับ จริงๆทางสถานที่ห้ามถ่ายรูปนะครับ ผมเผลอถ่ายมาแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้ว่าอะไร แค่อธิบายเฉยๆ และเข้าใจว่าเรานับถือศาสนาพุทธครับ

ถ่ายรูปข้างในไม่ได้ เลยเก็บบรรยารอบๆมาให้ชมกันครับ

เดินวนขวามาอีกนิดจะเจอทางลงบันไดเลื่อน เป็น Food Center ริมทะเลสาบที่ขุดเองจากมนุษย์ครับ

เดินถ่ายรูปซักแปบ ได้เวลาเดินกลับกันดีกว่าครับ เดี๋ยวไม่ทันเครื่องเอา อีกอย่างอากาศร้อนมากครับ

ขากลับนั่งรถกลับมาจากป้ายรถเมล์เดิมครับ กลับสาย NadiPutra 100 ครับ ค่าโดยสาร 0.50 RM เท่ากันครับ

หลังจากถึงสถานีรถโดยสารแล้ว ซื้อตัว KLIA Transit ไป LCCT ค่าตั๋ว 5.50 RM ราคาดังกล่าวรวมรถ Shuttle Bus จาก สถานี Salak Tinggi เพื่อเข้าตัวสนามบินต่อไปครับ

หลังจากตั๋วกันเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาเดินทางไปรอเครื่องที่ LCCT แล้วครับ

หลังจากเที่ยวปุตราจายากันแล้ว ได้เวลาเดินทางไปสนามบิน LCCT กันแล้ว ด้วยรถไฟ KLIA Transit ลงสถานี Salak Tanggi แล้วขึ้น Shuttle Bus ไป LCCT ราคา 5.50 RM ครับ

เดินทางมาซักครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้วครับ LCCT ผมนั่งใน Food Center ที่นี่คนไม่เยอะครับ แถมแอร์เย็นฉ่ำ มีทั้งไฟชาร์ตแบตเตอรี่ให้เล่นรอเวลาได้ครับ

เนื่องจากได้เช็คอินทางโทรศัพท์มาแล้ว จะ Barcode มาสแกนเพื่อรับตั๋วเครื่องบินได้เลยครับ สะดวกสะบายมากครับ

ตรวจสอบ Gate ขึ้นเครื่องมาประเทศไทยที่เคาร์เตอร์ R1-R13 ครับ

หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพกันแล้วครับ เนื่องจากไม่ได้จองอาหารไว้ รวมทั้งดึกแล้วท้องมันเลยร้องเลยสั่งเป็นชุด Pastry Box 90 บาท หรือ 10 RM กินบนเครื่องครับ

ในที่สุดการเดินทางทริปนี้ก็สิ้นสุดลง ยังไงติดตามกันต่อนะครับ โปรแกรมทริปหน้าจะเป็นที่ไหน ติดตามอ่านกันต่อครั้งต่อไปได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/TeawMuN
Website : www.teawmun.com

หน้าแรกเว็บ (11579)

เที่ยวสิงคโปร์ด้วยตัวเอง

เที่ยวสิงคโปร์ด้วยตัวเอง

วางแผนเดินทางกันก่อน

แผนการเดินทาง ครั้งนี้ผมเลยวางแผนเริ่มต้นเดินทางไปสิงคโปร์ 3 วัน 2 คืน เลยจองที่พัก ผมจองผ่าน agoda.com เว็บนี้

การเดินทางไปสิงคโปร์

กรอกเอกสารตรวจคนเข้าเมือง

แผนที่รถไฟฟ้าสิงคโปร์

แผนที่เที่ยวเมืองสิงคโปร์

แผนที่เที่ยวเกาะ sentosa

แผนที่เดินทางออนไลน์ (แนะนำต้องเปิดดูครับ จะหายงงไปเยอะเลยครับ)

เดินทางวันแรก

ทริปครั้งนี้จองตั๋ว Jetstar พร้อมวางแผนท่องเที่ยวไว้แล้วครับ ค่าตั๋วไปกลับ 3,772 บาทครับ เที่ยวบินขาไป 09.15-12.40 เที่ยวบินขากลับ 19.10-20.35 ครับ แบบไม่โหลดกระเป๋าทั้งไปและกลับครับ ถ้าโหลดกระเป๋าเสียเพิ่ม 350 บาท (15 กก.) และ 500 บาท (20 กก.) ต่อเที่ยวบินครับ ถ้าโหลดไปกลับง่ายๆ เอาราคาคูณสองแล้วบวกกับค่าตั๋วจากราคาที่ผมระบุไว้ครับ ^^

เนื่องจากจองตั๋วไปรอบเช้า เลยต้องตื่นแต่เช้าหน่อยครับ ถึงสนามบินก่อนเครื่องออกสองชั่วโมงจะเป็นการปลอดภัยที่สุดครับ ^^

เดินทางหลับตลอดทางเลยครับ อาจจะเป็นเพราะตื่นเช้าไปหน่อย แต่ในที่สุดก็ถึงสนามบินชางฮี อย่างปลอดภัยครับ

จากที่ผมไปสิงคโปร์มาก็หลายรอบแล้ว ขอแนะนำที่พักในสิงคโปร์ในหัวข้อนี้เลยนะครับ ส่วนที่พักให้บริการจอง agoda เจ้าเดิมเลยครับ

โรงแรมแรก Fragrance Hotel – Sapphire (Double Superior) ราคา 1,980 บาทต่อคื การเดินทางมาโรงแรม Fragrance Hotel สำหรับสายการบิน Jetstar Airasia จะลง Terminal 1 ให้เดินขึ้น Skytrain ไป Terminal 2 เพื่อขึ้นรถไฟฟ้า MRT Changi Airport ไปลงสถานี EW4 – Tahan Merah แล้วต่อไปลง EW9 – Aljunied เดินออกทาง Exit A หรือ B ก็ได้ ไปที่ป้ายรถเมล์ Aljunied Road รหัสป้ายรถเมล์ 81089 แล้วขึ้นสาย 62/63/80/100/158 เมื่อรถเริ่มเลี้ยวขวา (ตอนนี้เข้าสู่ ถนน Geylang แล้ว) ให้สังเกตทางซ้ายมือว่า Lor ที่เท่าไหร่แล้ว ประมาณ lor 14 ก็เตรียมตัวลง ป้ายอยู่ lor 10 พอดี เลี้ยวเข้าซอย โรงแรมอยู่ซ้ายมือใหม่มากครับ

โรงแรมที่สอง แพงมาอีกนิด แต่รับประกันคุณภาพครับ Victoria Hotel (Double Superior) ราคา 2,500 บาทต่อคืนการเดินทางมาโรงแรม Victoria Hotel สำหรับสายการบิน Jetstar Airasia จะลง Terminal 1 ให้เดินขึ้น Skytrain ไป Terminal 2 เพื่อขึ้นรถไฟฟ้า MRT Changi Airport ไปลงสถานี EW4 – Tahan Merah แล้วต่อไปลง EW8 CC9 – Paya Labar แล้วต่อไปลง CC2 – Bras Basah เดินออกทาง Exit A เลี้ยวซ้ายถนน Victoria ผ่าน มหาวิทยาลัย SMU ไปนิดนึง จะเจอทางเข้าโรงแรมครับ อยู่ติดเซเว่นเลยครับ

โปรแกรมแรกวันนี้ MountFaber ครับ เดินทางมาลงสถานี สถานี MRT HarbourFront Exit D (NE1, CC29) Bus 419 From B14119 > B14451 เพื่อขึ้น Mount Faber Cable Car แต่อาจรอนานหน่อยครับ แต่ถ้านานมาก แท๊กซี่ได้เลยครับ ประมาณ ไม่เกิน 5 เหรียญ ถ้่าไปหลายคนก้อโอเคอยู่ครับ

โปรแกรมที่สองคือ Singapore Cable Car ส่วนค่าตั๋วรอบเดียว 27 เหรียญ ไปกลับ 29 เหรียญ ครับ ผมนั่งไป Sentosa Island แล้วย้อนกลับมา Harbour Front ครับ

พอนั่ง Cable Car มาสมใจแล้วมาลงที่สถานี HarbourFront โปรแกรมต่อไป Henderson Wave Bridge จากการค้นหาข้อมูลก่อนเดินทาง ลายแทงทั่วไป แนะนำให้ผมขึ้นรถเมล์สาย 100 จาก Vivo City พอเลี้ยวขวาตรงถนน Henderson ในลงตรงป้ายที่สอง จะถึงทางขึ้น Henderson Bridge พอดี แต่เป็นโชคดีของผมเล็กน้อยที่ไปเจอข้อมูลเพิ่มเติม เลยอยากให้เครดิตเจ้าของเว็บแนะนำการเดินทางหน่อยครับ http://www.bowrainbow.com/?p=504 ผมเลยเอาแผนที่มาแนะนำให้ครับ

เริ่มจากเส้นสีเขียวนั่งรถเมล์สาย 100 จากหน้าห้าง Vivo และลงตรงป้าย Alexandra Arch (จุดเริ่มต้นของเส้นสีฟ้า) แล้วเริ่มเดินป่าด้วยสะพานลอยสูงเหนือยอดไม้ไปประมาณสองกิโลเมตรกว่า ๆ จะถึง Henderson Wave Bridge แล้วกลับด้วยรถเมล์สาย 145 (เส้นสีชมพู) มาลง สถานี MRT HarbourFront

แต่ถ้าใครอยากไปแบบง่ายก็นั่ง 145 ไปตามเส้นทางสีชมพู ตั้งแต่แรก ก็ไปถึง สะพาน Henderson ได้

ผมเลยตัดสินใจนั่งสาย 145 ดีกว่า เพราะระยะเวลาการเดินทางค่อนข้างจำกัด อีกทั้งเนื่องจาก Alexandra Arch จะเปลี่ยนสีเฉพาะตอนกลางคืน ใครไปเที่ยวตอนกลางคืนแล้วอยากเดินชิวๆ แนะนำสาย 100 ครับ โอกาสหน้าผมต้องมากลางคืนอีกรอบแน่นอนครับ ^^

หรือถ้าพยายามเดินหน่อย สามารถเดินจาก Mount Faber มาได้เหมือนกัน ก็จะประหยัดค่ากระเช้า 2 เหรียญ แล้วค่ารถเมล์นั่งมาที่นี่อีกครับ ^^

หลังจากเดินถ่ายรูปกันพักใหญ่ นั่งรถเมล์กลับมาที่ Vivo City ห้าโมงครึ่งแล้ว เวลายังเหลือเผือ ผมเลยตัดสินใจไปตาม Merlion แห่งที่สอง ที่ Merlion Park เดินทางมา สถานี MRT City Hall แล้วเปลี่ยนสายรถไฟฟ้ามาลงสถานี  MRT Bayfront ไปลง MRT Raffales Place ทางออก C เดินข้ามถนนเลาะริม Marina Bay ไกลกว่านิดแต่วิวแจ่มกว่าครับ

ถ่ายรูปบริเวณนี้ เริ่มจะมืดแล้ว เดินทางกับต่อดีกว่า โปรแกรมต่อไป Singapore Flyer สามารถนั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานี MRT Promenade Exit A เดินมาตามป้ายบอกทางเลยครับ เอาแผนที่มาฝากจะได้เข้าใจมากขึ้นครับ

ถึงแล้ว Singapore Flyer เผลอแปบเดียวมืดซะและ ทุ่มนิดๆ เอง ต้องทำเวลากันหน่อยแล้ว เดี๋ยวจะไปดู Fountain of Wealth ไม่ทันซะก่อน ส่วนค่าเข้าชม 33 ดอลล่าสิงคโปร์ครับ ^^

ระหว่างทางขึ้นมีมุมถ่ายรูปเยอะมาก เดินมาได้ซักพักใหญ่ๆ เดินทางมาถึงจุดขึ้นแคปซูลแล้ว ถ่ายรูปกันอย่างมาวมันเพื่อให้คุ้มกับค่าขึ้นหน่อยครับ ^^

หลังจากอยู่ภายในแคปซูลสามสิบนาที เดินมาทางออกเจอร้านขายของที่ระลึกเลยถ่ายรูปมาฝากครับ

และโปรแกรมต่อไป คือ น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง หรือ Fountain of Wealth ซึ่งการแสดง ในตอนกลางคืนจะมีการแสดงแสง Laser พร้อมกับเสียงดนตรีที่น้ำพุ มีอยู่ด้วยกัน 3 รอบครับ 20.00 น, 20.30 น, 21.00 น

ซึ่งการเดินทางสามารถนั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานี MRT Esplanade หรือหากถ้ามีเวลาหน่อยสามารถลงสถานี MRT City Hall แล้วเดินตามทางเดินใต้ดิน หรือ City Link Mall ซึ่งมีร้านค้าให้เลือกช๊อปปิ้งมากมายครับ รวมถึงร้าน Charles& Keith ร้านยอดนิยมของสาวช๊อปปิ้งไทยครับ

ซึ่งมาถึงทันรอดูการแสดงรอบสามทุ่มพอดีเลยครับ ซึ่งเลเซอร์ที่แสดงสามารถเขียนข้อความคำพูดคำอวยพรต่างๆ ซึ่งจะปรากฏขึ้นเป็นข้อความเลเซอร์ระหว่างการแสดงด้วยครับ แต่ก่อนการแสดงไหนก็มาแล้ว ขอเดินวนน้ำพุ 3 รอบ เพื่อความเป็นสิริมงคลกันซักหน่อยครับ ^^

พอถ่ายภาพและชมการแสดงแบบหนำใจ แถมโชคดีเจอคนไทยคนนึงเป็นหมอที่เืมืองไทย ชอบมาถ่ายรูปและเที่ยวที่สิงคโปร์มาก เค้าเลยแนะนำว่าให้เดินไป Marina Bay เดินไปไม่ไกลมาก ดูเวลายังไม่ดึกมาก รีบกลับก็ไม่คุ้มค่าตั๋วเครื่องบินสิ ^^

ผมเลยตัดสินใจเดินทางต่อไป Marina Bay ตามคำแนะนำ ผมยึดหลักการเดินง่ายๆครับ เห็นเข้าหาโรงแรมเรือยังไงก็เจอ Marina Bay จากน้ำพุเดินมาทางขวาข้ามถนนแล้วเดินไปตามทางเท้า แวะถ่ายรูปไปแบบชิวๆ

พอถ่ายรูปเสร็จแล้วบริเวณก่อนหน้านี้ยังไม่หนำใจ ผมเลยตัดสินใจเดินไปสะพาน Helix เลยนำแผนที่ท่องเที่ยวบริเวณ Marina Bay มาฝากเผื่อท่านใดสนใจครับ

เดินถึงทางเข้าสะพาน Helix แค่ทางเข้าก็ประดับไฟสวยแล้ว ถ่ายรูปเพลินกันเลยทีเดียว

เดินทางมาสุดสะพาน Helix แล้วจะเจอสวนสาธารณะ และร้านขายสินค้า Louis Vuitton ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียก็ว่าได้ครับ เดินมาทั้งวันเริ่มเมื่อยเลยนั่งพักเอาแรงชมวิวกันหน่อยก็ไม่เลวครับ

โชคดีของที่ผมเดินทางไปดูการแสดง Light & Sound บริเวณ Marina Bay ทันเวลาเลยครับ โชคดีวันที่ไปเป็นวันเสาร์ซึ่งเป็นวันที่มีการแสดงรอบดึกเลยนำรูปสวยๆ มาฝากกัน ^^

ซึ่งการแสดง Light & Sound บริเวณ Marina Bay จะมีการแสดงทุกวัน รอบ 20.30 และ 21.30 น. และรอบพิเศษ 23.00 น. เฉพาะทุกวันศุกร์ และวันเสาร์ ครับ

พอนั่งดูการแสดงจบ เดินผ่านห้างบริเวณ Marina Bay เพื่อเดินไปขึ้นสถานี MRT ฺBay Front ที่เพิ่งเปิดให้บริการใหม่ๆ ไม่ต้องลำบากเดินไกลเหมือนเดิมแล้ว เลยมีเวลาถ่ายรูปมาให้รูปมาให้ชมกันต่อ

เดินทางกันจนเหนื่อยมากแล้วสำหรับวันนี้ ถึงเวลากลับโรงแรมพักผ่อนอาบน้ำหลับสบายเลยทีเดียว

เดินทางวันที่สอง

เดินทางวันนี้โปรแกรมของผม จะอยู่ที่ เกาะ Sentosa ทั้งวันเลย แต่กว่าจะตื่นอาบน้ำออกจากที่พักก็เกือบเก้าโมงแล้ว อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากการเที่ยววันก่อน ^^

การเดินทางมาเกาะ Sentosa เริ่มต้นด้วยการมาลงสถานี MRT Harbour Front แล้วเดินขึ้น Vivo City มาที่ชั้น 3 จะเจอกับช่องจำหน่ายตั๋วรถรางไป Sentosa ซึ่งหากให้บัตร Ez-Link สามารถเดินเข้าไปได้เลยครับ สะดวกจริงๆครับบัตรนี้

ก่อนจะเดินทางวันนี้ผมเลยเอาแผนที่เกาะ Sentosa มาฝากให้ดูกันก่อน ซึ่งสถานีรถรางมี 3 สถานี ประกอบด้วย 1. Water Front Station ลงเที่ยว Universal Studio Singapore (USS) 2. Imbiah Station ลงเที่ยว Merlion จุดสุดท้าย และ 3. Beach Station ชมการแสดง Song of the sea

ลงรถรางสถานี Water Front เพื่อเที่ยวจุดแรกวันนี้ Universal Studio Singapore (USS) ^^

เริ่มต้นแนะนำเบื้องต้นด้วยแผนที่ก่อนครับ ซึ่งภายในจะแบ่งเป็นทั้งหมด 7 โซน ประกอบด้วย โซน 1 Hollywood อยู่บริเวณทางเข้า แล้ววนไปทางซ้ายจะพบกับ โซน 2 Madagasga ผ่าน โซน 3 Far Far Away ผ่าน โซน 4 Lost world ผ่าน โซน 5 Ancient Egypt ผ่้านโซน 6 Sci-Fi City และโซนสุดท้าย New York

แนะนำแผนที่ท่องเที่ยวภายในกันแล้ว มาแนะนำตั๋วเข้าชม USS กันบ้าง ดูได้ตามตารางข้างล่างเลย


วันที่ผมไปพอดีตรงกับวันอาทิตย์เลยโดนไปซะ 74 ดอลล่าร์สิงคโปร์ เป็นเงินไทยประมาณ 3,600 บาท ทำไงได้ถึงสิงคโปร์แล้วไม่เข้า USS เหมือนมาไม่ถึงสิงคโปร์ครับ

โซนแรก Hollywood จะอยู่บริเวณทางเข้า จะมีการแสดง Street Show และ ร้านขายของที่ระลึก

ถ่ายรูปโซนนี้หนำใจกันแล้ว ได้เวลาดูการแสดง Pantages Hollywood Theater featuring Monster Rock ซึ่งมีการแสดง 4 รอบ ได้แก่ 11.00 น. 13.15 น. 15.30 น. และ 17.30 น. การแสดงไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเลยเอารูปโปรโมตมาให้ดูคร่าวๆครับ

ดูการแสดงเสร็จ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จากที่หาข้อมูลมาก่อนมาเที่ยวครั้งนี้ เค้าจะวนไปทางซ้ายหรือเดินตามเข็มนาฬิกา เพราะจะทะยอยดูการแสดงครบ แล้วถึงจะสนุกกับเครื่องเล่น

โซน Madagascar มีการนั่งเรือดูการแสดง A Crate of Adventure พอดีผมไปเจอคลิปใน Youtube เลยเอามาลงเผื่อท่านใดชมภาพแล้วไม่สะใจครับ

โซน Far Far Away มีการแสดง 4D-Shrek เป็นจุดแรกที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง การแสดงจะมีทุกๆ ครึ่่งชั่วโมง แต่คิวจะยาวนิดหน่อย ของดีต้องอดใจรออีกนิดครับ

หลังจากการแสดงเสร็จ ถึงเวลาถ่ายรูปให้เพลินใจกันแล้วครับ เลยลงรูปภายในและภายนอกให้ชม ^^

โซน Lost world จะมีการแสดง Water World ซึ่งเป็นจุดที่สองที่ห้ามพลาด ซึ่งรอบการแสดงจะมี 3 รอบ 12.30 น. 15.30 น. 17.30 น. ซึ่งที่นั่งจะมีการแบ่งโซนไว้ชัดเจนว่าท่านอยากเปียกน้ำมากแค่ไหน รับประกันความสนุกครับสำหรับการแสดงนี้

จุดต่อไปในโซนเดียวกัน คือ Jurassic Park บริเวณจะมีเครื่องเล่น 2 อย่าง ต้องออกตัวก่อนว่าสองอย่างผมไม่ไ้ด้เล่นครับ เนื่องจากตอนนั้นหิวมาก และเวลาจำกัดด้วยครับ เลยเอาคลิปใน Youtube มาฝากให้ครับ

คลิปแรกเป็น Jurassic Park Rapids Adventure อารมณ์คล้ายๆเล่น แกรนแคนย่อน ที่ดรีมเวิลด์

คลิปที่สองเป็น Canopy Flyer

โซน Ancient Egypt มีเครื่องเล่น Revenge of the mummy ซึ่งเป็นจุดที่สามที่ห้ามพลาดครับ เครื่องเล่นนี้งดห้ามนำกล้องถ่ายรูปทุกประเภทเข้าไปข้างในครับ แต่ถ้าพกเค้าไปถ่ายรูปภายในก็ได้ครับ แต่พอถึงเครื่องเล่นจะโดนไล่ออกมาเก็บกล้องใน Locker ที่ได้จัดเตรียมไว้ครับ แต่ถ้ากล้องขนาดเล็กแล้วสามารถพกใส่กระเป๋ากางเกงได้โดยไม่ต้องกลัวหล่น ระบบเซฟตี้สุดยอดมากครับ ^^

หลังจากเล่นเครื่องเล่นเสร็จแล้ว ได้เวลาถ่ายรูปกันแล้ว อิอิ

โซน Sci-Fi City โซนนี้เป็นโซนเครื่องเล่น 3 ประเภท ด้วยกัน

เริ่มต้นด้วย Battlestar Galactica: HUMAN vs. CYLON ซึ่งเป็นจุดที่สี่ที่ห้ามพลาด ต้องลองเล่น

HUMAN หรือ สายสีแดง เป็นรถไฟเหาะ ที่มีรองรับขา แต่รับรองความมันส์และความหวาดเสียว

CYLON หรือ สายสีน้ำเงิน ใครที่เล่นสีแดงมาแล้ว หวาดเสียวไม่หนำใจ มาเจอสีน้ำเงิน แบบห้อยขา และมีเส้นทางตีลังกา 360 องศา ความมันส์และความหวาดเสียวคูณ 2 แน่นอนครับ ^^

เครื่องเล่นที่สอง Accelerator ผมถ่ายรูปทางเข้ามาฝากให้อย่างเดียวครับ เพราะเจอเครื่องเล่นแรก ทั้งสีแดง และสีน้ำเงิน ก็มึนหัวแบบไม่อยากเล่นอะไรต่อแล้วกันเลยทีเดียว

เครื่องเล่นสุดท้าย เป็นตัวที่เพิ่งกำลังจะเปิดใหม่ TRANSFORMERS The Ride: The Ultimate 3D Battle ตอนที่ผมไปยังไม่เสร็จดี อดเล่นเลย T T แต่ถ้าเปิดแล้ว จะเป็นจุดที่ห้า ที่ห้ามพลาดเช่นกัน

โซน New York เป็นโซนสุดท้ายแล้วครับ โซนนี้มีการแสดง Lights, Camera, Action และ การแสดง The Rockafellas หรือการเต้น B-Boy นี่เอง

พอออกจาก Universal Studio Singapore แล้ว ถึงเวลาตามหา Merlion ตัวสุดท้ายบริเวณสถานีรถราง Water Front Station จะมีทางเดินไป Imbiah Station โดยมีทางเดินเชื่อมถึงกัน ไม่ไกลมาก

ในที่สุดเดินมาซักพักยังไม่ทันเหนื่อยก็เห็น Merlion จุดสุดท้ายแล้วครับ ^^

บริเวณ สถานี Imbiah Station นอกจาก Merlion ยังมีกิจกรรมให้เล่นมากมาย

Images of Singapore

Megazip Advanture Park

การแสดง 3 มิติ และ 4 มิติ

Skyline Luge Sentosa

Tiger Sky Tower

แต่ผมไม่ได้เล่นซักกะอย่างเลย เพิ่งมารู้ตอนมาถึงนี่แหละ เลยทำได้แค่ขึ้นไปถ่ายรูปข้างบนแล้วก็ไปรอดู Song of the sea

หลังจากแนะนำที่เที่ยวบริเวณ Imbiah Lookout ถึงเวลาที่รอคอยการแสดง Song of the sea กันแล้ว อยู่บริเวณสถานี Beach Station ซึ่งมีการแสดงทุกวันเวลา 19.40 20.40 และมีรอบพิเศษเพิ่ม 21.40 ทุกวันเสาร์ ราคาตั๋ว 10 S$ และราคาตั๋ว Premium Seats 15 S$ แต่ต้องจองล่วงหน้าครับ

เที่ยวเสร็จแล้ว ได้เวลาช๊อปปิ้งยามค่ำคืนที่พลาดไม่ได้ คือ Mustafa Center ของบอกที่นี่มีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบจริงๆ ส่วนราคาต้องแล้วแต่ความตาถึงของแต่ละคน แล้วที่สำคัญห้างนี้เปิด 24 ชั่วโมง ส่วนการเดินทางสามารถลงสถานี MRT Farrer Park หรือ สถานี MRT Little India แล้วเดินหาครับ เพราะมีหลายอาคารไม่เหมือนห้างบ้านเรา และแต่ละอาคารของขายจะแยกกันชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า น้ำหอม โทรศัพท์มือถือ ยารักษาโรค

แนะนำใกล้สุดออก MRT Farrer Park ทางออก A เดินตามเส้นสีแดงก็จะเจอครับ แต่ท่านใดมาเพื่อซื้อน้ำหอม ต้องเดินมาตามเส้นสีเขียวต่ออีกหน่อยครับ

จบโปรแกรมวันนี้เท่านี้ครับ เหนื่อยมากมายเลย ได้เวลาอาบน้ำพักผ่อนหลับเอาแรงเที่ยวต่อ ^^

เดินทางวันที่สาม

เนื่องจากวันนี้เป็นการเดินทางวันสุดท้ายและโดนจำกัดเวลาต้องไปขึ้นเครื่องตอน 19.10 น. ฉะนั้นต้องถึงสนามบินก่อนตามธรรมเนียม 2 ชั่วโมง แต่โปรแกรมวันนี้เที่ยวไม่เยอะมาก เพราะอยากตื่นสายโปรแกรมวันนี้คือ Marina Bay Sand Hotel ช๊อปปิ้งหาของฝาก แล้วกลับไปสนามบินให้ทันเวลา

สถานที่แรก คือ Marina Bay Sand Hotel มาได้โดยมาลงสถานี MRT Bay Front ราคาตั๋วผู้ใหญ่ 20 S$ เด็ก 14 S$ คนอายุเกิน 65 ปี 17 S$ เปิดเข้าชมตั้งแต่ 9.30 – 22.00 น. สำหรับวันจันทร์ – พฤหัสบดี และ 9.30 – 23.00 น. สำหรับวันศุกร์ – อาทิตย์

สถานที่สอง คือ ช๊อปปิ้งย่านไชนาทาวน์ มาได้โดยมาลงสถานี MRT China Town เดินขึ้นมาจากสถานีก็เจอเลยครับ ขอแนะนำให้ซื้อของฝากและของกระจุ๊กกระจิกที่นี่เลยครับ เพราะถ้าไปซื้อที่อื่นแพงกว่าที่นี่แน่นอนรับประกันครับ

สถานที่สาม คือ วัดพระเขี้ยวแก้ว บริเวณ สถานี MRT China Town วัดนี้ไม่เสียค่าตั๋วเข้าชม แล้วเปิดตั้งแต่ 7:00-19:00 น. ทุกวันครับ

ครบโปรแกรมที่วางไว้ และแล้วงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เดินทางสู่กรุงเทพโดยสวัสดิภาพ ^^

ส่วนทริปต่อไปจะเดินทางไปไหนกัน ติดตามชมเพิ่มเติมกันได้ที่

Facebook : http://www.facebook.com/TeawMuN

หน้าแรกเที่ยวสิงคโปร์ (11087)

Page 3 of 41234

จองโรงแรมราคาถูก

Travel TV